Sunday, April 27, 2008

เรื่องย่อ ตำนานจอมกษัตริย์เทพสวรรค์ (ตอนที่ 6)


ตอนที่ 6
ในการสอบสวน ของเทวีพยากกรณ์ โซคีฮา ให้การว่า ที่แอบปีนกำแพงอารามออกไปข้างนอกทุกคืน เพื่อออกไปพบกับคนที่เลี้ยงดู แต่เทวีพยากรณ์ ไม่เชื่อ ให้โซคีฮายอกความจริงมา โดยบอกว่า เจ้าเป็นนักพรตหญิงที่ได้รับการฝึกฝน เพื่อรับฟัง(โองการสวรรค์) และติดต่อกับสวรรค์ ซึ่งเจ้าควรฝากชีวิตไว้อย่างนี้ เทวีพยากรณ์สงสัยว่า โซคีฮาเป็นสายลับจากอาณาจักรอื่น หรือไม่ ก็เป็นคู่นอนขององค์ชาย หากโซคีฮา สารภาพจะไว้ชีวิต โซคีฮาไม่ตอบ เทวีพยากรณ์ ลุกขึ้น จากเก้าอี้ที่นั่ง โซคีฮา เรียก เทวีพยากรณ์ และบอกว่า ต่อไป องค์ชายจะขึ้นเป็นกษัตริย์ จะทรง ออกไปข้างนอกวัง เพื่อพบกับคนเช่นข้าหรือมันเป็นไปไม่ได้ เทวีพยากรณ์ออกไปจากห้อง ประตูห้องอีกห้องก็เปิดออกมองเห็น เก้าอี้ โซ่ตรวน และแส้ โชจูโด ถือสารของเสนาบดียอน มาถึง แจ้งว่า เสนาบดียอน เฉพาะเจาะจง ขอตัวโซคีฮา เพราะต้องการคำทำนาย เกี่ยวกับอาณาจักร โคคุเรียว
องค์ชายไปถึงบ้านเสนาบดียอน เสด็จผ่านฮยอนยองๆ จึงรีบไปบอกฮยอนโก ฮยอนโก พยายามรวบรวมสมาธิ ที่จะปล่อย ม่านควันอำพรางเพื่อจะแอบเข้าไปในบ้านเสนาบดียอน แต่ ไม่เป็นผล สมาธิไม่แก่กล้าพอ
เสนาบดียอน ออกมาต้อนรับและแปลกใจที่พบองค์ชาย เพราะองค์ชาย กำลังถูกกักบริเวณ องค์ชายทรงบอกว่า ทรงหนีออกมา และทรงขอให้ เสนาบดีปล่อยนักโทษ ทีมโปโลสีดำ ชาวเผ่าจุนโน เสนาบดียอน ทูลว่า ยังไม่ได้ตัดสินโทษ ว่าควรจะลงโทษ ทีมโปโลสีดำว่าที่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หรือจะลงโทษ ในฐานะหลอกลวง ดี


องค์ชาย : ท่านก็รู้ว่า ท่านกำลังทำให้เรื่องใหญ่เกินจริง ท่านต้องการใช้โอกาสนี้แก้แค้นข้า งั้นก็ทำสิ แก้แค้นข้า แล้วปล่อยพวกนั้นไป ท่านต้องการทำอะไร ท่านต้องการให้ข้าสละตำแหน่งรัชทายาทหรือ ท่านต้องการพูดว่าทัมด๊ก ไม่มีสิทธิในการเป็นรัชทายาท
เสนาบดียอน ย้อนทูลองค์ชายว่า หากหม่อมฉันต้องการเช่นนั้นจะทรงยอมหรือไม่พะย่ะค่ะ
องค์ชาย ตรัสว่า ถ้าข้ายอมรับ ท่านจะปล่อยฝ่ายสีดำออกไปคืนนี้หรือไม่
เสนาบดียอน ยังโยกโย้ เพราะสงสัยที่องค์ชายจะสละตำแหน่งรัชทายาท ซึ่งจะต้องเป็นกษัตริย์ องค์ต่อไป
แทจังโร เดินผ่านมาและแอบยืนฟัง องค์ชาย ทรงตรัสยืดยาวว่า : ตั้งแต่ก้าวแรกที่ข้าเข้ามาในวัง ข้าไม่ต้องการเป็นรัชทายาท ข้ารู้ว่าตำแหน่งนี้ เป็นของโฮแก ข้ายังรู้อีกว่าไม่ช้าก็เร็วข้าต้องสละตำแหน่งนี้ สวรรค์เป็นพยาน เมื่อโฮแกเกิด โลกทั้งโลกเห็น ดวงดาว จูชิน ข้าเองก็เป็นผู้สืบทอดจากจูชิน และเป็นพลเมืองของอาณาจักรนี้ ข้าเองก็รอคอยการกลับมาของกษัตริย์จูชิน แต่ท่านจะรออีกนิดไม่ได้หรือ ถ้าไม่เป็นเพราะความตั้งใจของท่านที่จะปลงพระชนม์เสด็จพ่อของข้าเพื่อยึดราชบัลลังก์ ท่านจะไม่รอต่อไปอีกสักนิดหรือ เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมข้าจะมอบตำแหน่งให้ ข้าจะดีใจที่มอบบัลลังก์ให้กับบุตรชายของท่าน
แทจังโรที่อยู่ด้านนอก คิดหนักกับคำตรัสขององค์ชาย
เสนาบดียอนเดินมาส่งเสด็จองค์ชาย เป็นเวลาที่โซคีฮามาถึงบ้านตระกูลยอนพอดี สวนกันโดยต่างไม่เห็นกัน เสนาบดียอนทูลว่า วันนี้ยังคงปล่อยตัวไม่ได้ การจะปล่อยตัวนักโทษต้องมีการตัดสิน แต่หม่อมฉันจะทำให้ดีที่สุด องค์ชายทรงเตือนว่า พยายามรีบปล่อยนักโทษ ในจำนวนนั้น มีคนที่ไม่ค่อยจะอดทน นางอาจจะเอะอะโวยวาย ข้ามอบความไว้วางใจให้ท่าน เสนาบดียอนทูลว่า ขอขอบพระทัย ในน้ำพระทัยพะย่ะค่ะ
แทจังโร ถามโซคีฮาว่า ข้าเคยคิดว่ารัชทายาทองค์นี้ เป็นคนอ่อนแอทั้งร่างการและจิตใจ ทรงเป็นเช่นนั้นจริงๆหรือ จะทรงสละตำแหน่งรัชทายาท ทรงตรัสถึงความไม่เหมาะสมที่จะทรงเป็นกษัตริย์ ซึ่งนั่นมิใช่ผลดีเสียเลย เหตุผลแรก เวลา ที่เสนาบดียอนยอมรอ นั้นมันเป็นปัญหาของพวกเรา เรารอจนกว่ากษัตริย์ องค์ปัจจุบันสวรรคตไม่ได้ ประการที่สอง มันไม่มีประโยชน์อะไรกับเรา ถ้าหากยอนโฮแกเป็นกษัตริย์ง่ายๆ
ข้าต้องการเป็นคนที่มีความสำคัญ ที่มีคุณค่า สำหรับทั้งพ่อและลูก ข้ามีแผนการที่จะอยู่กับตระกูล ยอนอย่างมั่นคงปลอดภัย เจ้าต้องแสดงบทบาทที่นี่ โซคีฮาจึงรู้ว่า ที่จริงแล้ว แทจังโรต่างหาก ที่ต้องการให้เธอมาที่นี่ แทจังโรย้ำว่า เจ้ารอคอยเวลามานานแล้ว ตอนนี้ถึงเวลาที่เจ้าต้องรุก ครองหัวใจเจ้าหนุ่มยอนโฮแกให้ได้ ในระหว่างนั้นข้าจะวางแผนสร้างปัญหาเล็ก ๆในอาณาจักรนี้ คีฮา ในความเห็นของเจ้า เจ้าไม่คิดหรือว่า โคคุเรียวตอนนี้มันสงบมากเกินไป หรือ ที่เรือนจำ ซูจินีสนุกสนาน กับการโยนเบี้ยเล่นพนัน กับทีมโปโลสีดำ


องค์ชายเมื่อกลับไปที่สุสานหลวง ทรงพบพระบิดา ประทับยืนรออยู่ ทรงคุกพระชานุ ลง แล้ว กราบทูล (กราบบังคมทูล)เล่าเรื่องที่เสด็จไปบ้านตระกูลยอน กษัตริย์ ทรงตกพระทัย ผิดหวัง และทรงพิโรธองค์ชาย เมื่อองค์ชาย กราบทูลต่อว่า คิดจะสละตำแหน่งให้ ยอนโฮแก สวรรค์ได้เลือกกษัตริย์แล้ว จะมีประโยชน์อะไรที่จะฝ่าฝืนโองการสวรรค์ โปรดทรงอนุญาต กษัตริย์ทรงถามว่า องค์ชายจะทำอะไรหลังจากสละตำแหน่ง องค์ชายกราบทูลถามกลับว่า เสด็จพ่อทรงมีความสุขหรือ ทุกย่างก้าวที่ทรงอยู่ในวังท่ามกลางอสรพิษ ที่คอยจ้องมองความเคลื่อนไหว ทรงเว้นระยะ แล้ว กราบทูลต่อว่า วันหนึ่ง หม่อมฉันต้องการอยู่กับคนที่หม่อมฉันรัก
กษัตริย์ทรงคลายพระพักตร์ที่บึ้งตึงลง แต่พระสุรเสียงยังทรงกริ้วอยู่ ทรงถามว่า นักพรตหญิงที่มาจากอารามหลวงหรือ นางบอกให้เจ้าทิ้งพ่อ และสวรรค์ เพื่อไปอยู่กับนางหรือ ทรงทรุดพระองค์ ลงในระดับเดียวกับองค์ชาย ตัดพ้อพระโอรสว่า เจ้าช่างไม่รู้อะไรเลย เจ้าไม่รู้ว่าเจ้าเป็นใคร เจ้าไม่รู้ว่านานแค่ไหน เจ้าไม่รู้ว่าคนจำนวนมากเท่าใดที่รอเจ้าอยู่ เจ้าช่างไม่รู้อะไรเลย .... องค์ชาย เงยพระพักตร์ สบสายพระเนตรกับพระบิดา
ยอนโฮแก เข้าใจว่าเสนาบดีเรียกหา เมื่อเปิดประตูห้องเข้าไป ก็ไม่พบผู้ใด เมื่อเดินลึกเข้าไป จึงได้เห็นโซคีฮา ต่างคำนับทักทายกันส่วนอีกห้องหนึ่ง แทจังโร นั่งอยู่กับเสนาบดียอน และเปิดฝากล่องสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธ์ หัวใจฟืนิกซ์ ส่วนโซคีฮา ก็ ใช้สองนิ้วของตัวเอง จุดไฟ ที่เทียนแท่งต่างๆ ที่วางเรียงรายในห้อง ไฟ ลุกขึ้น ที่เทียนแต่ละเล่ม ยอนโฮแก แอบยืนมองอยู่ แล้วโซคีฮา ก็เริ่มตั้งท่าจะร่ายรำในการจุดเทียน แล้วโซคีฮา ก็นึกถึง องค์ชายในขณะเยาว์ชันษา องค์ชายตรัสถามตนเองว่า ถ้าข้าเรียนรู้การต่อสู้ ข้าจะเป็นกษัตริย์ ที่ดีไหมและตนเองตอบว่า ข้าเพียงต้องการให้พระองค์ ทรงแข็งแรงและแคล่วคล่องกว่านี้ เพื่อว่าเมื่อทรงตกอยู่ในอันตราย จะทรงหนีได้และไม่ได้รับอันตราย


ส่วนองค์ชาย ในสุสานหลวง ทรงกำลังระลึก ถึงเวลาในขณะยังเยาว์ชันษาเช่นกัน ทรงเรียกคีฮา เสียงโซคีฮาตอบว่า เพคะ
องค์ชาย : อยู่ข้างๆข้าเสมอนะ อยู่ในที่ที่ข้าจะเห็นเจ้าได้เสมอ
เป็นจังหวะที่โซคีฮาหมุนตัวรวดเร็ว จนเสื่อคลุมสีดำ กระเด็นหลุดจากตัว เหลือแต่ชุดสีขาว แล้ว โซคีฮา ก็ร่ายรำ จุดเทียนเล่มโน้นเล่มนี้ จนสว่างไสวไปทั้งห้อง
ส่วนยอนโฮแก ก็กำลังภาพอดีต ที่เห็นโซคีฮา ครั้งแรกที่อารามหลวง และภาพที่ตัวเองฉุดโซคีฮา หลบพ้น อันตราย ทีมีม้า วิ่งเข้าหาโซคีฮาอย่างรวดเร็ว และยอนโฮแก ช่วยไว้ เด็กทั้งคู่สบตากัน
ที่ห้องของเสนาบดียอนและแทจังโร หัวใจฟินิกซ์ ส่องประกาย สีแดงขึ้นมา ทั้งคู่ตกใจเช่นกัน ในเวลาที่หัวใจฟินิกซ์ ส่องประกายสีแดงนั้น ซูจินี ที่นอนหลับอุตุอยู่บนพื้นที่คุกของบ้านตระกูลยอน ก็สะดุ้ง เห็นภาพแชโอกลายเป็นฟินิกซ์ดำ ไฟลุกท่วมไปทั่วตัวเอง ซูจินีดิ้นรนร้องโวยวาย โซดูรู เจ้าหมู่ป่าเข้ามาจับตัวซูจินีเขย่าให้ตื่น ผู้คุมตวาดให้ทุกคนนอนลงให้หมด เจ้าหมูป่าปลอบใจว่า เจ้าคงฝันร้าย กลับไปนอน ซูจินี ล้มตัวลงนอนต่อ
ฮยอนยอง ซักถามฮยอนโก เพราะไม่ค่อยเชื่อเรื่องที่สัญลักษณ์ชี้นำกษัตริย์จูชินได้ ฮยอนโกย้ำว่า ตำนานเมื่อ 2 พันปีเป็นเช่นนั้น มังกรน้ำเงิน เสือขาว เต่าดำ สัญลักษณ์ ศักดิ์สิทธิ์ ถูกทิ้งไว้บนโลกมนุษย์ สัญลักษณ์จะเลือกผู้พิทักษ์ และจดจำกษัตริย์จูชินได้ เรื่องเป็นเช่นนี้
ฮยอนยองถามต่อว่า ดังนั้นสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์และผู้พิทักษ์ ทุกอย่างจะปลดปล่อยหมดหากพวกนั้นพบกษัตริย์จูชิน ขอถามอีกข้อ ในกรณีเต่าดำของเรา ถ้าสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์พบกับกษัตริย์จูชิน “ โทสะที่เยือกเย็นจะปลุกทุกสิ่ง “ นั่นคือเรื่องที่เล่ากันมา แต่แล้วอย่างอื่นอีกล่ะ ท่านหัวหน้า แล้วสัญลักษณ์อย่างอื่นล่ะ ปรากฏว่า ฮยอนยองเหลียวหาก็ไม่พบฮยอนโกเสียแล้ว
ฮยอนโก นั่งอยู่ในตลาด ที่ตัวเองใช้เป็นที่ดูหมอดูให้ลูกค้า รำพึงว่า ถ้าซูจินีทำผิดพวกนั้นจะฆ่านาง ฮยอนยองตามมา บอกว่า ท่านเป็นหมอดู ก็ดูดวงให้นางสิ
โซคีฮากำลังรินชาจากกาชา ลงถ้วยยกขึ้นจะดื่ม ยอนโฮแก ก็เข้ามา ถามว่าเจ้าจำข้าได้ไหม ข้าอยากจะพบเจ้า เพื่อว่าเจ้าจะจำข้าได้ แต่เจ้าอยู่ในอารามหลวงที่ข้าไม่สามารถเข้าไปพบเจ้าได้ โซคีฮาตอบว่า ข้าเห็นท่านบ่อยๆ ที่อารามและที่สนามแข่งขัน ยอนโฮแกยิ้ม สำหรับข้า เป็น นานๆครั้ง แต่สำหรับเจ้ากลับนับครั้งไม่ถ้วน โซคีฮา บอกว่า จะต้องพำนักที่นี่ระยะหนึ่งเพื่อทำนายและสวดมนตร์ภาวนาให้ครอบครัวของท่าน ข้าเป็นนักพรตฝึกหัด ต้องขอความกรุณาจากท่าน
ที่ประตูเมือง ฮีกแก ผู้นำเผ่าจุนโน ขี่ม้านำทหารของแคว้นมาที่ประตูเมืองแต่เข้าประตูมาไม่ได้ ทหารบนกำแพงเมืองตะโกนบอกว่า มีคำสั่งไม่ให้คนจากแคว้นจุนโนเข้ามา ฮีกแกถามว่าคำสั่งของใคร บอกข้าสิว่าคำสั่งของใคร ทหารบนกำแพงตอบว่า คำสั่งเดียวที่พวกเรายอมรับคือคำสั่งจากสวรรค์ และกษัตริย์ของเรา
ฮีกแก ถามว่า กษัตริย์ไหน เจ้าหมายถึงหุ่นเชิดที่เรียกว่ากษัตริย์อย่างนั้นหรือ เจ้าไม่รู้หรือว่า คนจากแคว้นจุนโนไม่เคยกลัวอะไร เพราะเหตุนั้นพวกเจ้าจึงจับลูกชายของข้าและขังไว้ และกีดกันข้าออกจากสภา แล้วคว้าดาบมาจากทหารจุนโนที่อยู่ใกล้มาขู่ สั่งให้เปิดประตู ทหารบนกำแพงเมือง ยกธนูขึ้นพาดสาย เล็งมาที่ฮีกแก ๆชะงัก เจ้าสารเลว จนกว่าพวกเราจะได้เข้าเฝ้ากษัตริย์ คนจากแคว้นจุนโนจะไม่ยอมถอยจากประตูนี้แม้แต่ก้าวเดียว โยนดาบคืนให้ทหาร แล้วฮีกแกก็ลงจากหลังม้า
ในท้องพระโรง โชจูโด คนสนิทของเสนาบดียอน เสนอให้กษัตริย์เปลี่ยนรัชทายาท เพราะรัชทายาทคือคนที่โชคชะตากำหนดให้เป็นกษัตริย์ มีหน้าที่ให้ความสว่างไสวเฉกเช่นดวงอาทิตย์ ให้กับประชาชนทุกคนไม่เลือกชนชั้น แต่ รัชทายาทหลอกลวงประชาชนละกษัตริย์ โดย ซ่อนพระพักตร์และลงเล่นให้กับฝ่ายหนึ่งไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง และ ไม่มีใครในโคคุเรียวรวมทั้งอาณาจักรใกล้ๆ ที่คิดว่ารัชทายาททัมด๊กจะเป็นกษัตริย์องค์ต่อไป และถวายฎีกา ว่ามาจากตระกูลขุนนาง ขอร้องให้กษัตริย์ทรงเปลี่ยนรัชทายาท พวกเราก็รู้ดีว่ามีคนที่เกิดภายใต้ดวงดาวจูชินที่ทุกคนในดินแดนนี้รู้กันทั้งนั้น แล้วก็เดินไปหยุดตรงหน้ายอนโฮแก ถามว่าฝ่าบาทไม่ทรงทราบหรือ
กษัตริย์ทรงถามว่า บรรดาผู้นำทั้งหลาย มีความเห็นเช่นเดียวกันหรือ บรรดาผู้นำแคว้น ต่างกราบทูลไปทางเดียวกันว่าทุกคนรอคอย กษัตริย์แห่งจูชิน และผู้พิทักษ์ ทั้งสี่ กษัตริย์ พยักพระพักตร์เป็นเชิงบอกว่า ข้าได้ยินแล้ว ทรงถามขุนพล โก อูซุง ว่า เขาอยู่ที่หรือไม่ แล้วเทวีพยากรณ์ ก็ เข้ามาพร้อมนักพรต อีก 3 คน ขออนุญาตสภาเสนาบดีเพื่อเข้ามาเป็นพยาน กษัตริย์ทรงอนุญาต ทุกคนในท้องพระโรงเหลียวมองเทวีพยากรณ์


เทวีพยากรณ์ กล่าวว่า เมื่อ 17 ปีที่แล้ว ข้าเป็นนักพรตในอารามในเวลานั้นอารามหลวงได้รับคำสั่งจากสวรรค์
ในอารามบรรดารูปปั้นต่างๆ พากันสั่นไหว อุปกรณ์ที่ใช้แขวนประดับแกว่งไกว มีลมกรรโชกแรง เทียนทุกเล่มที่จุดสว่างไสว ไหววูบวาบตามแรงลม แต่ไม่ดับ อารามหลวงได้รับคำพยากรณ์ว่า......
“ ดวงดาวที่ไม่เหมือนดวงดาวดวงอื่นจะปรากฏ เมื่อกษัตริย์ที่ไม่เหมือนกษัตริย์พระองค์อื่น ๆ จะประสูติ
จนกว่ากษัตริย์จะได้รับการปลุกขึ้นเป็นกษัตริย์ สายลมจะพัดผ่านเฉกเช่นใบไม้
ปิดบังสิ่งที่ได้ยิน ปิดบังสิ่งที่ได้เห็น
จนกว่าเขาจะตื่นขึ้นมาจากเสียงเรียกที่แท้จริง
จงจำไว้ให้ดีอย่าได้ลืมเลือน”
ภาพของละครจะเป็น นักพรต 4 คนขี่ม้าไปที่บ้านพักนอกเมืองขององค์ชายออจิจี เมื่อ องค์ชาย ออจิจี นำนักพรตเปิดประตูเข้าไปที่ห้องของพระชายา ที่เตรียมเชือกสำหรับการคลอด พบความว่างเปล่าบนเตียง จึงพากันมุ่งหน้า ไปที่ยอดเขา ในขณะที่ดวงดาวจูชิน เปล่งประกายวาบเรืองเป็นวงแหวนบนท้องฟ้า บรรดาม้าก็พาองค์ชายออจิจี และนักพรต ไปถึงพอดี กับเสียงร้องของทารกแรกเกิด องค์ชายทัมด๊กประสูติบนกองฟางที่รองรับพระมารดาอยู่ แล้วประกายวาบเรืองเป็นวงแหวน ก็วูบหายไป เหลือแต่แสงดาวของดาวจูชิน
เทวีพยากรณ์กล่าวต่อว่า มันถูกต้องแล้ว คืนที่ดวงดาวแห่งจูชินปรากฏ องค์ชายที่เกิดมาจากสายเลือดแห่งราชวงศ์ ก็คือองค์ชายทัมด๊ก



ทุกคนตะลึงงันกับเรื่องราวที่ได้ยิน คนสนิทของเสนาบดียอน รีบแก้ไขสถานการณ์ ขัดขึ้นว่า เป็นที่รู้กันว่า ท่าน ยอนโฮแก ต่างหากที่เกิดภายใต้ดวงดาวจูชิน เทวีพยากรณ์ตอบว่า นั่นคือสิ่งที่ท่านอ้าง คนคนเดียวที่จะอ้างได้ว่าเกิดภายใต้ดวงดาวจูชินก็คือองค์ชายทัมด๊ก
คนสนิทเสนาบดียอนถามเทวีพยากรณ์ว่า :ท่านกล่าวสิ่งที่เหลวไหลได้อย่างไร
เทวีพยากรณ์ ตอบว่า อารามจะกล่าวเฉพาะคำพูดจากสวรรค์เท่านั้น ท่านกล้ากล่าวหาสวรรค์ และพูดว่าโกหกอย่างนั้นหรือ
เสนาบดียอนที่อึ้งไปนานกล่าวขึ้นว่า ท่านหมายความว่าข้ออ้างนี้รู้กันเฉพาะกษัตริย์และอารามหลวงเท่านั้น ?
กษัตริย์ ตอบว่า เพราะเราต้องปกป้องเขา นั่นเป็นหนทางเดียวที่พ่อผู้อ่อนแอจะปกป้องลูกชายของเขาได้ ตอนนี้ข้าต้องการจะสละราชบัลลังก์ แล้วส่งต่อไปให้เจ้าของที่แท้จริง
ทุกคนในที่ประชุม ส่งเสียงอื้ออึง ไม่เห็นด้วย บรรดาผู้นำ และ ยอนโฮแก ลุกขึ้นยืน แต่กษัตริย์ ยกสองพระหัตถ์ห้าม เทวีพยากรณ์คลี่พระราชโองการอ่านว่า เวลาเที่ยงวันของพรุ่งนี้จะมีพิธีราชาภิเษกองค์รัชทายาททัมด๊ก ขอเชิญทั้ง 5 แคว้นของโคคุเรียว เตรียมตัวเข้าเฝ้ากษัตริย์พระองค์ใหม่ สวรรค์จะได้บรรลุวัตถุประสงค์
เสนาบดียอนมองกษัตริย์อย่างไม่ยอมแพ้ ส่วน ยอนโฮแก มีท่าทางครุ่นคิดกับสิ่งที่ได้ยินในวันนี้
กัมดงองครักษ์ในวังหลวง เป็นสายลับของหมู่บ้านโคมิลมาแจ้งข่าวนี้ให้ ฮยอนโก ทราบ ฮยอนโก สับสนไม่อยากเชื่อข่าวนี้ แต่ ตัวเองก็รู้ว่า เทวีพยากรณ์ของโคคุเรียวจะไม่กล่าวคำเท็จ ฮยอนโกจะกลับไปที่หมู่บ้านเพื่อตรวจสอบบันทึกใหม่อีกครั้ง กัมดง แย้งว่า หัวหน้าไม่ห่วงซูจินีหรือ ฮยอนโก ตอบว่า ถึงข้าจะเป็นอาจารย์ แต่ข้าก็ยังเป็นหัวหน้าของหมู่บ้านโคมิล (เรื่องของส่วนรวมต้องมาก่อนเรื่องส่วนตัว)
เสนาบดียอน ไม่เชื่อและมีความคิดว่า กษัตริย์และเทวีพยากรณ์ กำลังฝ่าฝืนโองการสวรรค์ และคิดจัดการเรื่องนี้ เพื่อให้ ยอนโฮแก ขึ้นเป็นกษัตริย์
เทวีพยากรณ์ เต็มไปด้วยความกังวลใจว่ากษัตริย์ควรจะรอต่อไปอีกหน่อย เทวีพยากรณ์(คนก่อน)บอกหม่อมฉันว่า นางได้ยินชัด ว่า เราจะต้องปกป้องพระองค์เป็นความลับ จนกว่ากษัตริย์จะตระหนักว่าทรงเป็นใคร



กษัตริย์บอกเทวีพยากรณ์ เรื่องที่ องค์ชายจะยกบัลลังก์ให้ ยอนโฮแก เพราะเชื่อว่า ยอนโฮแก เกิดภายใต้ดวงดาวจูชิน จึงควรเป็นกษัตริย์ และองค์ชายขอให้พระองค์อนุญาตให้องค์ชาย หนีไปกับผู้หญิงที่องค์ชายรัก ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ในที่ไกลแสนไกลซึ่งพระองค์ยอมไม่ได้ เทวีพยากรณ์เป็นห่วงองค์ชายว่า เสนาบดียอนคงไม่ยอมง่าย ๆ และองค์ชายจะมีอันตราย กษัตริย์ตรัสอย่างยอมรับว่า หากนี่เป็นสาเหตุให้องค์ชายต้องตาย เขาคงไม่ใช่กษัตริย์ที่แท้จริง ถ้า ยอนโฮแก จะต้องเป็นกษัตริย์ มันก็ถูกต้องที่เขาจะได้เป็น เทวีพยากรณ์ถามว่า พระองค์ ยังไม่แน่พระทัยในตัวของพระโอรสของพระองค์เองหรือ กษัตริย์ทรงตอบว่า ข้าไม่ได้ปกป้องเขาในฐานะลูกชายของข้า ข้าปกป้องเขาในฐานะประชาชนของจูชิน ถ้าไม่มีใครไปปลุกให้เขาตื่นขึ้นจากการหลับ นั่นเราคงจะปกป้องผิดคน
(ที่องค์ชายทัมด๊ก ยังไม่ตื่นจากการหลับใหลที่ดูว่ายาวนาน เพราะสวรรค์ลิขิตไว้แบบนี้นั่นเอง)
ส่วนองค์ชาย ที่ยังถูกกักบริเวณที่สุสานหลวง ก็ทูลกับบรรพบุรุษของพระองค์ว่า หม่อมฉันจะสละราชบัลลังก์ จะได้ไม่มีการนองเลือดในโคคุเรียว อย่าทรงเป็นห่วง แล้ว ก็ ประทับนั่งหันข้างให้โต๊ะบูชา และดาบของกษัตริย์จูมง ทูลต่อว่า โฮแกจะเป็นกษัตริย์ที่ดี ตอนเรายังเด็ก มีเขาคนเดียวที่หัวเราะให้หม่อมฉัน เขาอยากเป็นเพื่อนกับหม่อมฉัน แต่หม่อมฉันฆ่าแม่ของเขาเพื่อปกป้องเสด็จพ่อของหม่อมฉัน แล้วหันไปทอดพระเนตรที่ดาบ ทูลถามต่อว่าพระองค์ทรงเงียบเพราะทรงเห็นด้วยใช่ไหมพะย่ะค่ะ องค์ชาย ทอดพระเนตรอยู่อึดใจแล้วก็ก้มพระพักตร์ลง ไม่ทันได้เห็นประกายสว่างจ้าที่วาบขึ้นบนดาบของกษัตริย์จูมง แล้วก็ วูบหายไป
กษัตริย์เสด็จไปหาฮีกแกที่ประตูเมือง พามายังท้องพระโรง ฮีกแก ทูลว่า หม่อมฉันฮีกแก แห่งจุนโน ถึงแม้คำกราบทูลของหม่อมฉันจะทำให้ทรงไม่สบายพระทัยแต่ทรงฟังบ้าง ฝ่าบาทอย่าตกอยู่ในกลอุบายของตระกูลยอนอย่าทรงจำคุก ลูกหลานของจุนโนที่บริสุทธิ์ เพื่อให้ตระกูลยอนพอใจ ถ้าพวกนั้นทำผิดต่อองค์กษัตริย์พวกเขาควรถูกจำคุกในคุกหลวง กษัตริย์ของอาณาจักร เป็นอะไร ไปหรือ
กษัตริย์ถามว่า ท่านพูดจบแล้วหรือยัง ฮีกแกกราบทูลว่า ยัง มีเรื่องจะกราบทูลอีก หากหม่อมฉันไม่สามารถพูดสิ่งที่อยากพูด เช่นนั้นแล้ว หม่อมฉันจะตายเพราะหัวใจระเบิดลงตรงนี้
กษัตริย์ ทรงขัดขึ้นว่า ท่านมีลูกสาวใช่ไหม ท่านเห็นองค์รัชทายาทที่สนามแข่งขันแล้วใช่ไหม ท่านคิดว่าเขาเป็นอย่างไร แคว้นจุนโนจะยอมรับ องค์รัชทายาทเป็นลูกเขยไหม พรุ่งนี้กษัตริย์พระองค์ใหม่จะขึ้นครองราชย์ ข้ากำลังขอให้ท่านมอบราชินีให้กับเขา มีราชินีหลายพระองค์มาจากแคว้นจุนโนท่านจะสนับสนุนข้าหรือไม่ถึงแม้เสนาบดีอื่นๆ จะไม่เห็นด้วย ถ้าท่านสนับสนุนข้าท่านอาจจะถูกตัดสินว่าเป็นศัตรูกับเผ่าอื่นๆ


ฮีกแก กราบทูลว่า กษัตริย์จะไม่ขอการสนับสนุนจากเสนาบดี กษัตริย์ทรงเป็นหัว ข้าราชบริพารเป็นแขนขา คนประเภทไหนกันที่จะขอให้นิ้วมือนิ้วเท้าของเขาเองทำสิ่งที่เขาต้องการ
กษัตริย์ ทรงตรัสว่า ถ้าท่านสนับสนุนข้า ท่านอาจจะไม่ได้เห็นคนของท่านที่ถูกขังอยู่ที่บ้านตระกูลยอน ข้ากำลังขอให้ท่านสละชีวิตเพื่อกษัตริย์พระองค์ใหม่
ฮีกแก หลับตาลงอึดใจ แล้ว กราบทูลว่า ฝ่าบาท อย่าทรงขอสิ่งนั้นจากหม่อมฉัน สิ่งที่ต้องทำก็คือ สั่งหม่อมฉันพะย่ะค่ะ
เสนาบดียอน เมื่ออกจากท้องพระโรงก็บ่นกับยอนโฮแก ถึงคำบอกเล่าของเทวีพยากรณ์ว่า นั่นเป็นเรื่องเหลวไหล เทวีพยากรณ์กล้าหลอกลวงสวรรค์ ด้วยการอ้างว่า ทัมด๊กเกิดภายใต้ดวงดาว ยอนโฮแกถามว่าท่านพ่อเชื่อเรื่องดวงดาวจูชินจริงหรือ ดวงดาวอะไรกันและอะไรจะถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาเรื่องเหลวไหลนั่นทำให้ท่านแม่ต้องตาย ข้าไม่รู้ว่าท่านพ่อก็เชื่อด้วย
เสนาบดียอนตอบว่า เจ้าพูดถูก ข้าไม่เคยเชื่อจนกระทั่งข้าเห็นด้วยตาของข้าเอง กษัตริย์และเทวีพยากรณ์กำลังฝ่าฝืนโองการสวรรค์ แม่ของเจ้าสละชีวิต เพื่อพยายามทำตามโองการสวรรค์ เจ้าต้องการทำอะไร ถ้าเจ้าเป็นกษัตริย์จูชินจริง ข้าจะโค้งคำนับและภักดีต่อเจ้า
ยอนโฮแกหน้าเสียถามว่า ท่านพ่อต้องการก่อจลาจลหรือ
เสนาบดียอนตอบว่า แค่ก่อกวนองค์รัชทายาทที่สนามแข่งขัน เจ้าก็พอใจแล้วหรือ เจ้าจะพอใจหรือเมื่อ ทัมด๊กจะมอบบัลลังก์ให้เจ้า เจ้าพอใจที่จะคุกเข่าต่อหน้าเขาเพื่อรับบัลลังก์หรือ นั่นคือกษัตริย์จูชินหรือ
ยอนโฮแกเริ่มคล้อยตาม แล้วเสนาบดียอน ก็นั่งเกี้ยว ไปที่พำนักลับฮวาเซิน ระหว่างทาง เสนาบดียอนเล่าว่า มันเป็นเรื่องที่เล่าต่อกันมา หัวใจฟินิกซ์ เป็นหนึ่งในสี่ของสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ที่ท่านฮวานอุงทิ้งไว้ กล่าวกันว่าจะส่องรัศมีหากกษัตริย์จูชินและผู้พิทักษ์เข้าใกล้กัน ข้าเห็นแสงรัศมีนั่นเมื่อเจ้าอยู่กับนักพรตหญิงคนนั้น หัวใจฟินิกซ์ส่องสว่างขึ้น เจ้ารู้ใช่ไหมว่ามีคนกำลังรอคอยการกลับมาของกษัตริย์จูชินหลายพันปี พวกนั้นมาหาข้า ถึงแม้เทวีพยากรณ์จะกล่าวเท็จ พวกนั้นเชื่อว่าเจ้าคือกษัตริย์จูชิน พวกนั้นมาเพื่อตามหาเจ้า
เมื่อไปถึงที่พักลับฮวาเซิน ซารยางเชิญเสนาบดีไปยังห้องหนึ่งส่วนยอนโฮแก ไปอีกห้องที่มีโซคีฮานั่งอยู่ก่อนแล้ว
แทจังโร บอกว่า กษัตริย์ทรงฉลาดที่รีบยกบัลลังก์ให้รัชทายาท เสนาบดียอนถามว่า ท่านบอกว่าลูกข้าคือกษัตริย์จูชิน ท่านจะทำทุกอย่างเพื่อกษัตริย์จูชิน ลูกชายข้าต้องเป็นกษัตริย์แห่งโคคุเรียว กษัตริย์(หยาง)ต้องไม่ใช้ความโลภของพระองค์ในการขัดขวางโองการแห่งสวรรค์
แทจังโร : หัวใจฟินิกซ์ยืนยันเช่นนั้น แล้วก็ทำท่าทางนบนอบเสียเหลือประมาณ บัลลังก์ของโคคุเรียวจะต้องเป็นของท่าน แล้วก็ผายมือเชิญเสนาบดี ไปยังห้องพิธี ทีมีสาวก ฮวาเซินยืนเรียงราย
แทจังโรกล่าวขึ้นว่า เผ่าฮวาเซินของพวกเราได้รอคอยการกลับมาของกษัตริย์จูชินเป็นเวลา สองพันปีมาแล้ว ตอนนี้เราพบพระองค์และผู้พิทักษ์หัวใจฟินิกซ์ (โฮแกและคีฮา ยืนเคียงกันอยู่) พวกเราเต็มไปด้วยความยินดี และสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์อีก สามสิ่ง ก็จะตามมาเช่นกัน มาหาเราเถอะ แล้วสาวก ก็ ตะโกนพร้อม ๆกัน กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ ผู้พิทักษ์ ทั้งสี่ แทวังซาชิน แทวังซาชิน แทวัง ซาชิน
ในระหว่างนั้น บุตรชายคนโตของ ผู้นำแคว้น กวานโน แคว้นโซโน และแคว้น ซุนโน ถูก ทหารฮวานซินในชุดแดงจับตัวไว้หมด
โซคีฮา บอกแทจังโรว่า ไม่มีประโยชน์ที่จะร่วมกันคิดกบฏ องค์รัชทายาทไม่มีความปรารถนา เป็นกษัตริย์
แทจังโร ตอบว่า เจ้าพูดแปลกๆ คิดกบฏและองค์รัชทายาท นั่นเป็นคำพูดของคนโคคุเรียวพวกนั้นไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเจ้า คีฮา....
โซคีฮาถามว่า ท่านจะฆ่าเขาไหม ฆ่าไหม
แทจังโร บอกว่า ข้าจำได้ว่า เมื่อ 5-6 ปีก่อน เจ้ามาขอยาแก้พิษของยาพิษให้กับกษัตริย์ มันเริ่มจากนั้น ชื่อของเขาทัมด๊ก ข้าขอถามเจ้าข้อหนึ่ง เพื่อชีวิตของคนเล็กๆคนหนึ่ง เจ้าจะยอมเสี่ยงกับความฝันนับพันปีของคนฮวาเซินหรือ แล้วก็ยกสายสร้อยขึ้น อย่าลืม คีฮา.... อย่าลืมเรื่องที่เกิดกับฟินิกซ์ ที่ปล่อยให้ความรู้สึกเหนือนาง นางให้หัวใจและสูญเสียพลังฟินิกซ์ (แล้วก็เป็นภาพ คาจินถูกเทพฮวานอุงเก็บพลังไฟใส่ลูกแก้ว แล้วคาจินหงายหลังลงหน้าผา) แทจังโรสวมสร้อยให้โซคีฮา อย่าลืมเรื่องนั้น ว่าเราสูญเสียพลังและดินแดนอย่างไร แล้วก็เอามือจับไหล่โซคีฮาที่แทจังโรฝังสัญลักษณ์สาวกฮวาเซินไว้ ย้ำว่า ถ้ามีใครมาเอาหัวใจของฟินิกซ์ของเรา เขาจะกลายเป็นศัตรูของฮวาเซิน แล้วก็ใช้ เวทย์มนตร์สะกดโซ คีฮา
ในที่ประชุมเสนาบดี เสนาบดียอน ใส่ร้ายกษัตริย์กับผู้นำแคว้น ว่า กษัตริย์ เป็นผู้ จับตัวบุตรชายคนโตของแต่ละเผ่าไป เพื่อบีบบังคับผู้นำแคว้น ในพิธีราชาภิเษกกษัตริย์พระองค์ใหม่ และให้เหตุผลว่า ที่กษัตริย์ทรงรีบร้อนจัดพิธีราชาภิเษก เพราะขณะนี้ มีสัญญาณจากสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ ยอมรับกษัตริย์จูชินพระองค์จริง ไม่ใช่องค์ปลอมแล้ว แล้วโซคีฮาก็เข้ามา ในที่ประชุม ผู้นำแคว้นเอะอะที่มีนักพรตหญิงเข้ามาในที่ประชุมเสนาบดียอนแนะนำว่านี่คือผู้พิทักษ์สัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์หัวใจฟินิกซ์ ผู้นำแคว้นพากันเบะปาก
โซคีฮา เริ่มบทบาท ว่าข้าขอส่งสารถึงลูกหลานจูชิน กษัตริย์จูชินทรงพระราชดำเนินอยู่ในแผ่นดิน แต่ประชาชนกลับจำพระองค์ไม่ได้ ตอนนี้ถึงเวลาที่จะทรงขึ้นเป็นกษัตริย์และรวบรวมดินแดนจูชินเข้าด้วยกัน กษัตริย์ของคนธรรมดาสามัญไม่สามารถหยุดยั้งกษัตริย์แห่งสวรรค์ได้
ผู้นำแคว้นตะโกน เรื่องเหลวไหลอะไรกัน
แล้วก็มีรัศมีสีแดงเพลิงส่องรัศมีรอบตัวโซคีฮา
ที่สุสานหลวง องค์ชายทัมด๊กทรงรู้สึก มีบางสิ่งกระทบพระหทัย
ฮยอนยอง มองเห็น แสงรัศมี ก็รีบไปหาฮยอนโก
ในที่ประชุม โซคีฮา พูดว่า ผู้พิทักษ์แห่งใต้ และผู้เก็บรักษาไฟ ผู้พิทักษ์หัวใจฟินิกซ์ ขอถวายความเคารพต่อกษัตริย์จูชิน แล้วโซคีฮา ก็ทรุดตัวลงคุกเข่า ตรงหน้า ยอนโฮแก มีแทจังโรยืนแสยะยิ้ม อยู่ข้างนอก
ทัมด๊ก ทรงแปลกพระทัยในความรู้สึกของพระองค์เอง
(หมายเหตุ -หัวใจฟินิกซ์จะถูกปลุก ด้วยความรู้สึก ที่ดูดดื่ม หากผู้พิทักษ์ และกษัตริย์จูชิน รู้สึกถึงกัน )

Copyright@ Amornbyj & SUE

เรื่องย่อ ตำนานจอมกษัตริย์เทพสวรรค์ (ตอนที่ 5)


Kyukku (คยอคคู ) กีฬาที่ปรากฏในละครเรื่องนี้ ก็เป็นกีฬาที่โปรดปรานของราชวงศ์อังกฤษ ที่เรารู้จักกัน คือ โปโล สำหรับบ้านเรา ก็เป็นกีฬาที่ปรากฏในวรรณคดี เรื่องสังข์ทอง ที่คนไทยเราเคยคุ้นคำว่าตีคลี ลองนึกภาพว่า พระสังข์ทอง ตีคลี แข่งขันพนันเอาเมืองกัน กับผู้มาท้าตีคลี คือพระอินทร์ที่แปลงองค์ลงมาจากสวรรค์ เพื่อให้ พระสังข์ยอมถอดรูปเงาะ ในพระราชนิพนธ์ได้บรรยายความสง่างามของ การตีคลี ของพระอินทร์และพระสังข์
ขอเชิญชมความอลังการของสนามและการแข่งขัน ตีคลี หรือโปโล ใน the legend แต่ต้องชมจากหน้าจอทีวี กันเอง เพราะผู้เล่า มิสามารถบรรยายภาพให้มองเห็นเป็นตัวอักษรได้
และขออภัย ที่การเล่า มีการใช้คำ ทั้งโปโล และ ไม้ตีคลี




ตอนที่5

การแข่งขัน คู่แรก คือทีมสีเหลือง ตัวแทนจากจากแคว้นกลาง คือเครุ และทีมสีน้ำเงิน ตัวแทนแคว้นซุนโน เมื่อยอน โฮแก ลงสนาม ก็มีเสียงผู้ชมต้อนรับ ซูจินี ทำท่าทางละเมอเพ้อฝันกับความสง่างามของยอนโฮแก แต่กลับเอาตัวเองกระแซะ องค์ชาย ทีมสีเหลืองทำคะแนนนำ ที่ทำให้เสนาบดียอน พออกพอใจ ทีมสีเหลืองเล่นแบบแรงขึ้น เรื่อยๆและ ใช้ไม้ตีคลี ตีผู้เล่นฝ่ายตรงข้าม องค์ชายทอดพระเนตรแล้ว ทรงบ่นว่า ทำอย่างนั้นได้หรือ ซูจินีตอบว่า กฎมีเพียงข้อเดียวคือไม่ทำให้ม้าบาดเจ็บ การใช้ไม้ตีคลี จะทุบตีหรือกระแทก ทุกอย่างทำได้หมด บางทีคนเล่นก็ล้มลงกระดูกแตก บางทีก็ถึงตายได้ องค์ชายทรงค้านว่า แต่ไม้ตีคลีต้องทำจากไม้ไผ่เท่านั้นมิใช่หรือ นี่เป็นกฎเท่าที่ข้ารู้ ซูจินี ก็ได้แต่สงสัยว่า ถ้าไม่ใช่ไม้ไผ่แล้ว มันคืออะไรกันแน่


ผู้แข่งขัน ทีมสีดำ ก็ตั้งข้อสงสัยว่า กันในทีมว่า ดูและฟังเสียงแล้ว เหมือน ทีมสีน้ำเงินจะถูกตีด้วยเหล็ก รวมทั้งบาซอน และจูมูชิที่เข้าสนามมาและมองดูอยู่ และ จะมาถามข่าวเรื่องม้าของทีมสีดำ บาซอนบอกว่า จากประสบการณ์ 3 0 ปีในการเป็นช่างตีเหล็ก และเป็นทายาทจากตระกูลช่างตีเหล็ก ไม้ตีคลีนั่นทำจากเหล็ก
แล้วทุกคน ก็ฮือฮาตกใจ ที่ผู้แข่งทีมสีน้ำเงินตกลงมาจากหลังม้า และทีมสีเหลืองก็ ทำประตูได้ ยอนโฮแกดีใจ
แทจังโร เริ่มรูสึกถึงแสงแดงวาบ ๆที่ปรากฏในกระเป๋าเสื้อของตัวเอง ที่ใส่ หัวใจฟินิกซ์ไว้ เมื่อมองไปที่ ยอนโฮแก และโซคีฮา แทจังโรก็เข้าใจว่า เมื่อ ทั้งสองคนอยู่ใกล้กันทำให้ หัวใจฟินิกซ์ เปล่งแสงออกมา แท้ที่จริงแล้ว ซูจินี อดรนทนไม่ไหวลุกขึ้นจาก อัฒจรรย์ และองค์ชายขยับองค์ขึ้นตาม และกำลังจะเสด็จผ่าน แทจังโร โซคีฮาที่มององค์ชายอยู่ตลอด พลอยขยับตัวด้วยต่างหาก เมื่อองค์ชายเสด็จผ่านแทจังโร จริง แสงที่เปล่งออกมาก็ แดงยิ่งขึ้น แทจังโร มองยอนโฮแก แล้วยิ้มที่มุมปาก ทำท่าทางมั่นอกมั่นใจยิ่งขึ้น


ซูจินีไปที่ค่ายพักทีมสีเหลือง เพื่อมาดูไม้ตีคลี แล้วก็หายข้องใจ และเรียกค่าปิดปาก จาก อิลซู คนสนิทของยอนโฮแก 30 เหรียญ อิลซู โมโห บอกว่า ถ้าอย่างนั้นข้าจะปิดปากเจ้า ข้าจะทำให้มั่นใจว่า เจ้าจะเปิดปากอีกไม่ได้ และใช้ไม้ตีคลีเหล็ก ไล่ทำร้ายซูจินี ซูจินีหลบไปหลบมา จนตีพลาด ถูกตุ่มน้ำแตก ยอนโฮแกเข้ามาพอดี ถามว่า เจ้าทำอะไร นางเป็นผู้หญิงและไม่มีอาวุธ อิลซู ใส่ร้ายว่าซูจินี นำอะไรบางอย่างมาใส่น้ำ ข้าเห็นด้วยตาตัวเอง ต้องมีฝ่ายอื่นส่งนางมา ในที่สุดซูจินีถูกจับหิ้วปีก อิลซูบอกว่า จะดูแลนางเองและจะซักเอาความจริงให้ มีสุรเสียงขององค์ชายดังขึ้นว่า ใครกันแน่ที่ต้องบอกความจริง ซูจินีตกใจ รีบ บอกองค์ชายว่าอย่ามาที่นี่ ท่านมาทำไม ท่านรีบหนีไป ท่าทางหน้าตา สุ้มเสียงซูจินี เป็นห่วงองค์ชาย มาก (คงเป็นความรู้สึกลึก ๆ จาก ชาติภพ แช โอ เมื่อ2 พันปีมาแล้ว)


อิลซู เป็นผู้จัดการเรื่องไม้ตีคลี โดย ยอนโฮแก มิได้รู้เห็นด้วย เมื่อองค์ชาย เอาไม้ตีคลี ฟาดต้นเสา ยอนโฮแก ถึงได้เห็นด้ามเหล็กที่อยู่ข้างใน (สันนิษฐานว่า ไม้ตีคลี อันที่ยอนโฮแกใช้ คงเป็นไม้ไผ่ธรรมดาจริงๆ) ยอนโฮแกตกใจ อิลซู หลบตา เหมือนการสารภาพ องค์ชายทรงแนะนำว่าให้จ่ายเงินให้ซูจินีให้มากหน่อย ซูจินี คงปิดปากตัวเองได้ แต่ยอนโฮแก กลับตอบองค์ชายว่า องค์ชาย (ซูจินี ได้ยินชัด เจนที่ยอนโฮแก เรียกองค์ชายกว่า ครั้งแรก) หม่อมฉันจะไม่ปกปิดเรื่องนี้ หม่อมฉันจะพูดความจริงและยอมรับผลที่เกิดขึ้นในฐานะหัวหน้าทีมสีเหลือง หม่อมฉันจะรับผิดชอบเต็มที่พะย่ะค่ะ
องค์ชายทรงห้าม เพราะองค์ชายจะเดือดร้อนไปด้วย ที่เสด็จมาที่นี่ทั้งที่ทรงถูกห้ามไม่ให้ออกมานอกเขตวัง ทรงแนะนำให้ยอนโอแก เปลี่ยนใช้ไม้ตีคลี ที่สกปรกเป็นของที่สะอาด เจ้าไม่เห็นข้า และข้าก็ไม่เห็นไม้ตีคลีนี้ ตกลงไหม แล้วเสด็จออกมาจากค่ายพัก ยอนโฮแก ท่าทางครุ่นคิด และทำท่าทาง ไม่ได้ดังใจตัวเอง

โซคีฮา ตามมาถึงหน้าค่ายพักทีมสีเหลือง พอดีกับที่องค์ชาย เสด็จอยู่หลังซูจินี ทรงถามซูจินีว่าเจ้าจะไม่ขอบคุณ ที่ข้าช่วยชีวิตเจ้าหรือ ซูจินี รู้สึกน้อยใจ ที่ไม่รู้ศักดิ์ที่แท้จริงขององค์ชาย องค์ชายห้ามไม่ให้ซูจินี พูดอะไรที่เกี่ยวกับองค์ชาย เกี่ยวกับทีมสีเหลือง และ.... แต่ซูจินี พูดขัดขึ้นว่า อย่างไรก็ไม่มีใครเชื่อข้าอยู่แล้ว ข้าเป็นเด็กข้างถนน มีเพื่อนเป็นองค์ชาย แล้วใครจะเชื่อว่า นักรบที่ยิ่งใหญ่ของชาติเราแอบเอาเหล็กใส่ไว้ในไม้ตีคลี องค์ชายปรามว่า เสียงเบาหน่อย ซูจินีไม่สนใจ พูดต่อว่า ข้าเป็นคนไร้การศึกษา โง่เง่า ข้าอยากจะถามท่าน มันเหมาะสมไหมที่เด็กข้างถนนอย่างข้าจะปิดปากเพราะเงิน แต่ในฐานะของคนในประเทศนี้ ท่านจะไม่ยึดถือ ความยุติธรรมสักหน่อยหรือ คนน่ารังเกียจบังอาจหลอกลวงต่อหน้ากษัตริย์ แล้วท่านจะให้ข้าเงียบไว้ องค์ชาย ทรงกระแอม กอดพระอุระ ซูจินีพูดต่อ ข้าได้เงินแล้วท่านได้อะไร องค์ชายตรัสว่า เจ้านี่ช่างไม่กลัวอะไรเลย ซูจินี ตอบว่า หัวหน้าของข้าก็พูดอย่างนี้ตลอดเวลาเลย “ เจ้านี่ช่างไม่กลัวอะไร “
องค์ชาย ทรงบอกกับซูจินีว่า มันมีหนี้ที่ต้องจ่าย ข้ามีหนี้ที่ต้องจ่ายให้กับลูกชายของตระกูลยอน วันนี้ข้าจ่ายเพียงดอกเบี้ย

โซคีฮาที่มายืนดูองค์ชายกับซูจินี ที่นอกค่ายของทีมสีเหลือง มีท่าทางไม่สบายใจ ซารยางมาบอกโซคีฮาว่า แทจังโรขอพบคืนนี้ โซคีฮาจะสะดวกไหม แต่โซคีฮา ยังคงมององค์ชายและซูจินีนิ่ง ซารยางต้องเรียกซ้ำว่า นายหญิงคีฮา แต่โซคีฮากลับตอบว่า เขากำลังยิ้ม ซารยางถามว่าอะไร โซคีฮาตอบว่า หลังจากเหตุการณ์เกิดขึ้นตอนเด็กข้ายังไม่เคยเห็นเขายิ้มง่ายๆเลย เขากำลังยิ้มสดใส ...เมื่อเขามองดูเธอ ... (แต่เราคนชม ไม่เห็นภาพนี้หรอกว่าองค์ชายยิ้มสดใสขนาดไหน มีแต่โซคีฮาเห็นคนเดียว)

ตอนกลางคืน ซูจินีบ่นพึมพำกับตัวเอง ทำท่าขัดอกขัดใจ ฟาดแขนตัวเองไปมา กับคำห้ามขององค์ชาย ฮยอนโกยืนมองอยู่นานอย่างสงสัย เรียกหาว่า นี่ลูกศิษย์ของข้า แต่ซุจินีไม่สนใจยังบ่นเรื่องที่ ฮยอนโกฟังแล้วไม่เข้าใจ พยายามปะติดปะต่อเรื่อง ซูจินีบอกว่า ไม่มีอะไรสลักสำคัญสำหรับท่านหรอก ข้าพูดอะไรไม่ได้ มันน่าอึดอัดใจ ฮยอนโกถามถึงยอนโฮแก ที่สั่งให้ซุจินี จับตาคอยมองไว้ ซูจินีตอบว่า ข้าจะไปรู้ได้อย่างไรว่านักต้มตุ๋นนั่นทำอะไรอยู่ ฮยอนโก ถามว่าเจ้าเป็นอะไรไป ข้าสั่งให้เจ้าจับตามองเขาอย่างใกล้ชิดเขาพูดกันว่า สาวๆในปราสาทโกกแน ฝันถึงยอนโฮแกทั้งคืน ซูจินี ทำท่าทางระคายหู ฮยอนโกบ่นว่าเจ้าคงไม่ใช่ผู้หญิงแท้ๆ ข้าจะทำอย่างไรกับเจ้าดี ซูจินี หงุดหงิดใจเต็มที่ ผุดลุกขึ้นพูดเสียงดังว่า ข้าไม่ต้องการเห็นเขาอีก และถึงอย่างไรข้าก็ทำไม่ได้ ข้าบอกว่าข้าทำไม่ได้ ฮยอนโกตกใจ ถามว่าเจ้าไม่ได้อยู่กับผู้ชายคนนั้นใช่ไหม เจ้านอนกับเขาหรือ คราวนี้ซูจีนี อ้าปากค้างไปเลย ฮยอนโก อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ซูจินีไม่เล่าเรื่อง ฮยอนโกชักโมโห บ่นว่าเพราะอย่างนั้นเจ้าถึงบอกว่า เขาเป็นนักต้มตุ๋น หลังจากเกิดเรื่องแล้วเจ้าสารเลวนั่นพูดอะไรกับเจ้า ข้าจะทำอย่างไร ทีนี้ข้าจะทำอย่างไร แล้วก็โอดครวญช้ำอีกว่า ข้าจะทำอย่างไร .....

ที่พักลับของฮวานเซิน โชคีฮา มาพบแทจังโร แทจังโรเล่าเรื่อง ตามที่ตัวเองเข้าใจเอาเองว่าหัวใจฟินิกซ์ เปล่งประกาย เมื่อ ยอนโฮแก และโซคีฮา อยู่ใกล้กัน โซคีฮา ทวนความว่า ที่สนามแข่งขัน ตอนที่ยอนโฮแกและข้าอยู่ใกล้กัน หัวใจฟินิกซ์ กลับมีชีวิตขึ้นมา แทจังโรพูดต่อว่า แต่เราก็ไม่อาจแน่ใจ ข้าวางแผนจะไปเยี่ยมเยียน ยอนโฮแก ข้าจะเชิญเจ้าไปด้วย เราสองคนจะได้ยืนยันเรื่องนี้กัน โซคีฮาถามต่อว่า ถ้ายืนยันได้แล้วต่อไปอะไรจะเกิดขึ้น แทจังโรตอบว่า
เราจะทำให้เขาเป็นกษัตริย์ โคคุเรียวตามแผนการ จากนั้นแท่นบูชาใต้อารามหลวงอาบูลันซา ของฮวาเซิน จะได้รับการปลดปล่อย เราจะให้เขาหาสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์มังกรน้ำเงิน เสือขาว และเต่าดำ


ที่วังหลวง องค์ชายแอบหนีออกจากวังมาอีกตามทางลับที่ทรงใช้เป็นประจำทรงแปลกพระทัยที่ พบ ยอนโฮแก ยอนโฮแก ไม่ต้องการมีจุดอ่อนให้องค์ชายมาใช้ข่มขู่ในวันหน้า องค์ชายตอบว่า พระองค์ก็ไม่ต้องการให้คนอื่นรู้ว่า พระองค์ออกมานอกวัง ดังนั้น ให้ถือว่า เราสองคน ไม่ได้พบกันดีไหม ยอนโฮแก ทูลว่าหม่อมฉันจนตรอก หม่อมฉันต่างจากคนอื่นที่ฆ่าแม่คนอื่นแล้วยังไม่เคยชดใช้เลย หม่อมฉันไม่เคยได้อะไรมาโดยง่าย หม่อมฉันต้องการชนะการแข่งขันครั้งนี้และวางแผนให้ประชาชนสนับสนุน องค์ชายตอบว่า จะเอาชนะทีมสีดำนั้นไม่ง่ายหรอก มีหมอดูแม่นๆบอกว่าทีมสีดำจะชนะ ยอนโฮแก ย้ำว่า หม่อมฉันทูลแล้วว่าหม่อมฉันจนตรอก ทรงไม่เข้าพระทัยใช่ไหม ถือว่าหม่อมฉันได้รับอนุญาตจากองค์ชายแล้ว ทูลลาพะย่ะค่ะ ( อันที่จริง ยอนโฮแก เป็นคนดี มีความสง่าผ่าเผยในตัวเอง เป็นคนตรงไปตรงมา เคยอยากเป็นเพื่อนกับองค์ชายในวัยเด็ก แต่เป็นเพราะความแค้นจึงเปลี่ยนเป็นเกลียดชังและคิดแก้แค้นองค์ชาย )
องค์ชายพบซูจินี พึมพำพูดกับตัวเองอยู่คนเดียว ดื่มเหล้าด้วย องค์ชาย ถามซูจินีว่าป่วยหรือเปล่าจึงพูดอยู่คนเดียว ซูจินีถามว่ามาที่นี่ทำไม องค์ชายแย่งเหล้าเอาไปเสวย ซูจินีคว้าคืนไป ถามว่าท่านตัดสินใจออกมาข้างถนนหรือ องค์ชายตอบว่า ข้าอ่านหนังสือจนเหนื่อยเลยออกมาดูผู้คนและมีคนบอกว่าจะพาข้าไปดูอะไรที่น่าสนใจ
แล้วก็สมพระทัยองค์ชายจริงๆ เพราะยอนโฮแก มาดื่มเหล้า และโกรธลูกน้องอิลซูที่โกงเรื่องไม้ตีคลี ทำให้อับอายองค์ชาย อิลซูทำลงไปเพราะต้องการชัยชนะ ผู้ชายทุกคนต้องการเป็นอัศวิน ถ้าหากไม่ชนะการแข่งขัน ก็ไม่มีทางเข้ามาเป็นอัศวินได้ ยอนโฮแก เองก็เฝ้าแต่ย้ำว่า ข้าไม่แพ้กับใครทั้งนั้น เจ้าเข้าใจข้าไหมข้าจะไม่แพ้ อิลซูพูดว่า เราได้รับการดูถูกต่อหน้าองค์ชาย ถ้าเราไม่ชนะ...พูดไม่จบประโยคยอนโฮแก เข้ามาจับอิลซู ทั้งเขย่าทั้งตวาดว่า เจ้าเรียกมันว่าองค์ชายต่อหน้าข้าหรือ แล้วก็ผลักอิลซูออกไป สั่งว่าเจ้าจะต้องวางแผนสำหรับการแข่งขันวันพรุ่งนี้ เจ้าควรต้องเตรียมการเพื่อให้มั่นใจว่าจะได้รับชัยชนะ เหมือนอย่างที่เจ้าทำกับไม้ตีคลี
อิลซู พาลูกน้องไปทำร้าย นักแข่งทีมสีดำ องค์ชายและซูจินีเข้าไปช่วยเหลือ และองค์ชายต้องพาโซคีฮามาช่วยรักษา เพราะจะพาไปหาหมอไม่ได้ เนื่องจากมีกฎว่า ถ้าผู้แข่งขันบาดเจ็บ จะลงแข่งขันไมได้ ในระหว่างการรักษามีตอนหนึ่งซูจินีถามโซคีฮาว่าท่านเคยเห็นข้ามาก่อนไหม ข้ารู้สึกเหมือนเคยเห็นท่านโซคีฮาไม่ตอบ และในขณะที่กำลังจัดยาและ อธิบายอาการบาดเจ็บคนเจ็บทั้งสามคนและการรักษาให้ซูจินี ฟัง เมื่อโซคีฮา เห็นองค์ชายยืนทอดพระเนตรอยู่ ก็มองสบตา กับองค์ชาย ที่ยืนอยู่ห่างทั้งสองคนออกไป องค์ชายส่งรอยแย้มพระสรวลและสายพระเนตรวาวหวานให้โซคีฮา โดยทั้งสองไม่สนใจซูจินี ที่ยืนอยู่ใกล้ๆโซคีฮาเลย


ทีมโปโลสีเหลือง คือ ทีมของแคว้นกลาง เครุ
ทีมโปโลสีน้ำเงิน คือทีมของแคว้น ซุนโน
ทีมโปโลสีดำคือทีมของแคว้น จุนโน
มีอีก 2 แคว้น คือแคว้นกวานโน และแคว้น โซโน ที่ไม่กล่าวถึง

ในรอบนี้เป็นรอบตัดสินของทีมสีดำ และสีเหลือง หัวหน้าทีมสีดำ เป็นบุตรชายของหัวหน้าเผ่า ตัวอ้วนใหญ่เสียงดังฟังชัด และทีมสีดำ จะมามีความผูกพันกับองค์ชาย ช่วยเหลือองค์ชาย
หัวหน้าทีมสีดำ ฉายาเจ้าหมูป่า และผู้เล่นตัวสำรอง ถูกรุมตีในเกม จนกรรมการให้ยุติ โดยเฉพาะเจ้าหมูป่าบาดเจ็บถูกทำร้ายตั้งแต่ตอนกลางคืน (เมื่อองค์ชายและซูจินี เข้าไปช่วยและจะพาไปหาหมอ เจ้าหมูป่าได้ถามองค์ชาย( ยังไม่รู้ว่าเป็นองค์ชาย) ว่าช่วยพวกตนทำไม พวกทีมสีดำ ไม่ใช่คนของที่นี่ด้วยซ้ำไป องค์ชายตอบว่า เพราะข้าเล่นพนันไว้ ว่าทีมสีดำจะชนะทีมสีดำจึงยอมรับความช่วยเหลือ)



องค์ชายกับซูจินี ปลอมตัวลงไปแข่งให้ทีมสีดำ เมื่อกรรมการให้ทีมสีดำเปลี่ยนตัวผู้แข่งขัน แทนคนที่บาดเจ็บพอทีมสีดำได้คะแนน ทีมเชียร์บนอัฒจรรย์ มีหัวหน้าเผ่าตัวอ้วนใหญ่ นำทีม ลุกขึ้น มาเต้น ย้ายสะโพกซ้ายขวา ไปทางเดียวกันพร้อมๆกัน น่าเอ็นดู กับ ไอเดียของผู้กำกับ น่ารักปนขำกลิ้ง มีจังหวะหนึ่งที่ซูจินีหมวกหลุดทำให้ ยอนโฮแกและอิลซูจำได้ ว่าเป็นใครและเดาได้ ว่า ผู้ที่ลงมาแทนคนเจ็บอีกคนคือใคร ทั้งคู่พยามทำร้ายองค์ชาย จนองค์ชายตกจากหลังม้า และตั้งใจให้ม้าของตนเหยียบองค์ชาย แต่ซูจินีเข้ามาขวางไว้ (ด้วยสัญชาตญาณอีกตามเคย) พระมาลาขององค์ชายกระเด็นหลุดจากพระเศียร ทำให้ ทุกคนในสนาม รู้ว่า นั่นคือองค์ชายทัมด๊ก องค์ชายเสด็จขึ้นที่ประทับยอมรับผิด กับกษัตริย์ เป็นเหตุให้ เสนาบดียอน กล่าวหาในเรื่องรัชทายาท ไม่วางตัวเป็นกลาง และนี่เป็นการหลอกลวงกษัตริย์และประชาชน กษัตริย์ ทรงให้ยกเลิกการแข่งขัน และทำโทษ ผู้กระทำผิด ทำให้องค์ชายถูกกักบริเวณ อยู่ในสุสานหลวง และทีมสีดำ ถูกนำไปขังที่คุกบ้านตระกูลยอน รวมทั้งซูจินีด้วย


แทจังโรไปพบเสนาบดียอน เสนาบดียอนเข้าใจว่า แทจังโรมาคุยเรื่องการค้า จึงทำท่าไม่สนใจ แทจังโรจึงบอกว่าตนเอง มีสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ฟินิกซ์ และรู้จักผู้พิทักษ์สัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์นี้ และจะนำมาพบ ยอนโฮแก หากผู้พิทักษ์ สัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ และกษัตริย์ จูชิน มาอยู่พร้อมกัน สัญลักษณ์ จะเปล่งประกายแสงออกมา โซคีฮา ถูกนักพรตหญิงจับได้ในขณะที่จะหลบออกมาหาแทจังโร ถูกนำตัวไปสอบสวนเรื่องที่ เธอชอบหนีออกจากอารามหลวงในเวลากลางคืนเป็นประจำ


องค์ชายจะออกไปเจรจาช่วยเหลือผู้เล่นทีมสีดำที่ถูกขัง จึงขอให้องครักษ์หญิงยอมเป็นตัวประกัน องครักษ์หญิงถามว่า พระองค์มั่นใจ ว่าจะชนะหม่อมฉันหรือ องค์ชายจึงต้องประลองฝีมือเพื่อเอาชนะหัวหน้าองครักษ์หญิง องครักษ์หญิง ถวายดาบยาวให้ องค์ชายใช้พระหัตถ์ กดดาบลงเป็นทำนองไม่ใช้ องค์รักษ์ จึงชักดาบสั้นที่พกติดตัวออกมา พร้อมทูลว่า เกรงว่าจะทำอันตรายองค์ชายบาดเจ็บ องค์ชายตอบว่า ข้าสัญญาว่าถ้าข้าบาดเจ็บ ข้าจะไม่ร้องไห้


ฉากการต่อสู้ประลองฝีมือ ที่องค์ชายไม่ใช้อาวุธ ใช้พระหัตถ์เปล่า คอยหมุนองค์หลบหลีก ตลอดเวลา สู้ไปแย้มพระสรวลไป ส่งสายพระเนตรหวานฉ่ำ ทำลายความแข็งแกร่งของวิทยายุทธ์ขององครักษ์หญิง องค์ชายสู้แบบเล่นสนุกเสียมากกว่า พยายามยึดแขนข้างที่มีอาวุธ แต่ลีลา หลีกหลบ กระโดดไต่กำแพง จังหวะที่ช้พระบาทเตะ หมุนพระองค์ ลีลาเยี่ยมยุทธ์ พลิ้วไหว ยังกับสายลมพัดโบก ด้วยชุดสีขาว สวยมาก ผลที่สุดทรงยึดแขนที่จับมีดสั้นในลักษณะโอบองครักษ์ ไว้ ถามว่าเจ้าบอกว่าเจ้าชื่ออะไรนะ แล้วก็เหวี่ยงองครักษ์ออกห่างพระองค์ ทรงพระดำเนินเอาพระหัตถ์ไขว้พระปฤษฎางค์ 2-3 ก้าวแล้วหยุดเอียงข้าง(สีข้างเรียกว่าพระปรัศว์)แล้วก็หันพระพักตร์มาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแต่องครักษ์ หอบแฮก ผมเผ้ายุ่งเหยิง เข้ามาทูลว่า ตนเองชื่อ kakdan องค์ชายบอกว่าข้าจะรีบกลับมา kakdan ทูลองค์ชายว่า ทีมโปโลสีดำ ถูกขังที่คุกของบ้านตระกูลยอน

COPYRIGHT@ Amornbyj & SUE

Thursday, April 24, 2008

เรื่องย่อ ตำนานจอมกษัตริย์เทพสวรรค์ (ตอนที่ 4)

ตอนที่ 4

องค์ชายมาเคารพพระศพของ ท่านหญิงยอน ทรงพนมพระหัตถ์แสดงคารวะ นอกจากแสดงความเสียพระทัยแล้ว ทรงเล่าเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นและไม่คาดคิดว่า ท่านหญิงยอน จะดื่มยาพิษ ยอนโฮแก โกรธจัดหาว่าองค์ชายโกหก รี่เข้ามาหาองค์ชาย เสนาบดียอน ขวางไว้และตำหนิ ยอนโฮแกว่า เจ้ามีอายุเท่าองค์ชาย องค์ชาย ทรงสงบและมีพระสติแต่เจ้าเองใช้อารมณ์เป็นเด็กๆ
เสนาบดียอน ถามองค์ชายว่า เหตุใดจึงต้องจับยอนโฮแก ก่อนด้วย องค์ชายตอบว่าหากหมอหลวงพูดความจริง และท่านป้า(ท่านหญิงยอน)วางยาพิษกษัตริย์จริง ก็ตั้งใจจับยอนโฮแก เป็นตัวประกัน เพราะกลัวว่า จะเกิด จลาจล และรัฐประหาร เสนาบดี อึ้งกับคำตอบ แล้วทูลว่า องค์ชายเป็นชายชาตรี ที่ไม่โกหก
องค์ชายเปิดกล่องที่ใส่ศีรษะหมอหลวง ตรัสว่า หมอหลวงคงเป็นบ้าไปเสียแล้ว คนบ้ามักพูดเรื่องบ้าๆ ก่อนที่หมอหลวงจะพูดสิ่งที่เหลวไหลอะไรอีก องค์ชายจึงต้องจัดการหมอหลวงก่อนด้วยการให้ความตายแก่หมอหลวง ด้วยความตายในครั้งนี้จะทำให้ไม่มีใครรู้ว่ามีคนพยายามลอบปลงพระชนม์กษัตริย์์
เสนาบดียอน มิรู้ที่จะทำอย่างไรดี ได้แต่ ทูลชมความฉลาดหลักแหลมพระทัยสูงส่ง ตระกูลยอนขอขอบพระทัย ก่อนกลับวังองค์ชาย ตรัสกับยอนโฮแก ว่าทรงเสียพระทัยในเหตุการณ์นี้
ยอนโอแกมีท่าทางฮึดฮัด จะทำร้ายองค์ชายหลายครั้ง เสนาบดียอน ก็ขวางไว้ทุกครั้ง บางครั้งก็ตบหน้า ยอนโฮแก แต่แท้จริงก็สงสารยอนโฮแก เพราะยอนโฮแก รักท่านแม่ มาก ได้แต่จับไหล่ลูกชายเพื่อปลอบใจ เสนาบดียอนบอกกับยอนโฮแกว่า ทั้งยอนโฮแก และเสนาบดียอนเอง พ่ายแพ้ ต่อองค์ชาย และถูกสองพ่อลูก (กษัตริย์และองค์ชาย) หลอกมานาน เขาพากันพูดว่า องค์ชาย จำกลอนแม้แต่บทเดียวจากหนังสือยังไม่ได้ ทั้งอ่อนแอ ไม่สามารถแม้แต่การขี่ม้า ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการเป็นนักรบ จึงไม่ได้ใส่ใจองค์ชาย และตนเองช่างโง่เขลา เพราะคิดว่า คนอื่นๆจะเห็นยอนโฮแกสมควรจะได้เป็นกษัตริย์ เพราะยอนโฮแก เกิดภายใต้ดวงดาวกษัตริย์จูชิน แต่ตนคิดผิด นั่นเป็นเพราะท่านหญิงยอนผิด เสนาบดียอนบอกต่อว่า ตนจะรอ รอที่คนอื่นจะยอมรับยอนโฮแกเป็นกษัตริย์ ที่สำคัญ คือการรอในครั้งนี้มันจะคุ้มค่าของการรอหรือไม่
ยอนโฮแกถามเสนาบดียอนว่า ถ้าข้าได้เป็นกษัตริย์มันจะเพียงพอสำหรับท่านพ่อหรือไม่ ถ้าข้าได้เป็นกษัตริย์ ข้าจะมีอำนาจเหนือองค์ชายที่ฆ่าแม่ของข้าได้หรือไม่

ในวังหลวงกษัตริย์ทรงตกพระทัยและผิดหวังกับสิ่งที่องค์ชายกระทำลงไป ทรงตรัสว่า องค์ชายได้ทำสิ่งที่ฆ่าตัวเองให้ตายไปเสียแล้ว ทำไมไม่ไปยอมรับผิดกับตระกูลยอน เชื้อเชิญให้ตระกูลยอนฆ่าองค์ชาย เป็นเพราะองค์ชาย ต้องการทำในสิ่งที่จะให้พระองค์ชื่นชมกับสิ่งที่องค์ชายทำไปแล้ว องค์ชายต้องการโอ้อวดความฉลาดขององค์ชายเอง องค์ชายคิดเรื่องนี้บ้างไหม (เจ้าคิดถึงข้าบ้างไหม) ทรงเสียพระทัย ผิดหวัง จนเซพระองค์ ประทับลงที่พระเก้าอี้ องค์ชายรู้ สึกแปลกพระทัยว่า ทำไมตระกูลยอนต้องเกลียดชังพระองค์มากขนาดนี้ ทั้งที่ท่านหญิงยอนเป็นพระพี่นางเธอของกษัตริย์ และยอนโฮแก ก็เป็นพระญาติ ขององค์ชาย และพวกเราสายเลือดเดียวกัน
กษัตริย์ ทรงเล่าเหตุการณ์ ที่พระอัยยิกา ที่เป็นพระราชินี ของพระอัยกา (กษัตริย์องค์ที่ 16 ของโคคุเรียว) ต้องเสด็จไปเป็นตัวประกัน ที่เมืองอื่น นานถึง 13 ปี พร้อมกับเชื้อพระวงศ์ อื่นๆ และประสูติ กษัตริย์ หยาง (ในปัจจุบัน) ที่นั่น เมื่อ พระอัยยิกาเสด็จกลับโคคุเรียว พร้อมพระโอรส จึงเป็นที่กังขา สงสัยซุบซิบ ของคนที่ไม่ต้องการเชื่อทั้งหลายรวมทั้งพระพี่นางเธอ (ท่านหญิงยอน)ด้วย กษัตริย์หยางเมื่อยังเป็นองค์ชาย ออจิจิ จึงขอออกไปอยู่ชนบท หาก กษัตริย์โซซูริมไม่ด่วนสิ้นพระชนม์ (ขอวงเล็บว่า ในละครน่ะ ทรงพระชรามากเลย) และเพราะไม่ทรงมีพระโอรส สืบต่อตำแหน่งรัชทายาท องค์ชายออจิจิจึงต้องมาเป็นกษัตริย์หยาง ของโคคุเรียวในทุกวันนี้ ทรงจับพระอังสา ของพระโอรสไว้ ตรัสว่า มองข้าให้ดี มองตาของข้า ถ้าเจ้าไม่มองตาข้า นั่นเป็นการดูหมิ่นเสด็จแม่ของข้า เสด็จย่าของเจ้า เสด็จแม่ของข้าทรงพระครรภ์ก่อนไปเป็นตัวประกัน เจ้าเข้าใจไหม ข้ามีสายเลือดของโคคุเรียว และส่งผ่านสายเลือดนี้มายังตัวเจ้า เจ้ามีสายเลือดของราชวงศ์โคคุเรียวอย่างแท้จริง องค์ชายน้ำพระเนตรไหลริน พระบิดาทรงย้ำว่า พวกนั้นไม่ต้องการเชื่อ “ คนเราจะเชื่อในสิ่งที่เขาอยากเชื่อเท่านั้น” องค์ชายได้แต่เช็ดน้ำพระเนตรขององค์เองแบบเด็กๆ ด้วยวัย 11 ชันษา

ตอนกลางคืน องค์ชาย เสด็จไปลานฝึก พบโซคีฮา กำลังฝึกวิทยายุทธ์ จากตำราของหอสมุดหลวง ที่โซตีฮา ขโมยมา และโซคีฮา ได้สอนให้องค์ชายด้วย องค์ชายทรงถามโซคีฮาว่า ถ้าข้าต่อสู้ได้เก่งกาจ ข้าจะเป็นคนดีไหม ข้าได้ฆ่าแม่ของเพื่อนที่แสนดีของข้า ข้าจะยังเป็นกษัตริย์ที่ดีหรือ ช่วยบอกข้าทีว่า ถ้าข้าเรียนรู้วิธีการต่อสู้ทั้งหลายเหล่านี้ ข้าจะเป็นกษัตริย์ที่ดีไหม
โซคีฮา ได้แต่รำพึงอยู่ในใจว่า หม่อมฉันต้องการให้องค์ชาย ทรงแข็งแรงและแคล่วคล่องกว่านี้ เพื่อว่าในวันข้างหน้า เมื่อทรงอยู่ในอันตราย จะทรงหลบหนีได้และไม่ได้รับอันตรายนั้น
องค์ชายได้แต่ระบายความเสียพระทัย อัดอั้นพระทัย ด้วยการฟาดตีหุ่นฟางต่างๆที่ใช้ในการฝึกวิทยายุทธ์

ซูจินีที่ทำหน้าทีที่ได้รับมอบหมายด้วยความตั้งอกตั้งใจ
ถ้าบางวันธุรกิจ ไม่ค่อยดี ซูจินีก็ต้องเหนื่อย กับการปรับกลยุทธ์ ในการหลอกล่อหาลูกค้า ไปส่งอาจารย์ แถม อาจารย์ ถ้าได้ลูกค้า เป็นผู้หญิง ก็มักจะใจอ่อน ลดราคา ให้อยู่บ่อย ๆ ลูกศิษย์ต้องพยายามบังคับ ไม่ให้ลดค่าบริการเพราะจะทำให้เสียราคาเพื่อรักษามาตรฐาน แล้ววันหนึ่งซูจินีก็ได้พบทหารรับจ้าง ซึ่งมี จูมูชิ เป็นหัวหน้า จูมูชิ ต้องการหา ช่างตีเหล็กที่มีฝีมือ และซูจินี ได้พา จูมูชิไปหา บาซอน แต่แรกที่บาซอนเห็นขวาน รูปร่างประหลาดและความใหญ่โต บาซอน บอกว่าขวานนี้ คงทำให้มีคนตายมามาก ไม่อยากรับงาน จูมูชิ ต้องแสดงความสามารถในการใช้ขวานรูปร่างประหลาดและใหญ่โต จนบาซอน อึ้งกับสิ่งที่เห็น จูมูชิขว้างขวานไปปัก กลางตอไม้ใหญ่ เมื่อจูมูชิเดินไปเอาด้ามขวาน ออกจากตอไม้ ตอไม้ก็แยกออกเป็น 2 ซีก จูมูชิ บอกว่า ขวานนี้ พ่อของตนให้มา และตนเองรู้จักการใช้ขวานนี้ ก่อนที่จะเดินได้ด้วยซ้ำไป เพราะยังไม่เจอช่างตีเหล็กฝีมือดี ขวานของตนจึงดูเก่ามาก
ซูจินี บอกว่า บาซอน คือช่างตีเหล็กฝีมือดีที่สุด ในปราสาทโกกแน นักรบทุกคนต้องมาหาบาซอน
องค์ชาย หนีออกไปนอกวัง และคบหากับเด็ก ๆ และคนหลายอาชีพในตลาด โดยเฉพาะหญิงชรา ช่างย้อมผ้าที่อยู่คนเดียวปากร้ายใจดี องค์ชายและเพื่อนเด็กกลุ่มหนึ่ง ไปช่วยหญิงชราย้อมผ้าหญิงชรา บ่นว่า ธรรมดา เจ้าจะมาทุกสามวัน แต่นี่เจ้าหายไปสิบกว่าวัน

วันเวลาผ่านไป
องค์ชาย และโซคีฮา ยังมีกันและเป็นเพื่อน ออกไปขี่ม้าด้วยกันจากเด็ก จนเป็นหนุ่มสาว และซูจินี ที่อยู่กับวงพนัน จากเด็กจนเป็นสาวเช่นกัน
เมื่อ 2 พันปี ที่แล้วมา เทพฮวานอุงเคยทอดพระเนตร แชโอ ที่เอาใจใสดูดูแล คนในเผ่าหมี ด้วยความห่วงใย พยาบาลดูแลผู้ที่บาดเจ็บจากการต่อสู่กับเผ่าเสือด้วยน้ำตาของเธอ แต่ตอนนี้ องค์ชายทัมด๊ก ก็กำลังทอดพระเนตร ความแก่นแก้ว ซุกซน เจ้าเล่ห์ แสนกลของ ซูจินี
จากภาพเด็กน้อยซูจินี ที่สดใสสนุกสนานเบิกบานเต็มที่ในวงพนัน กลายเป็นภาพสาวน้อย (สาวน้อยจริงๆเพราะลีจิอา ตัวเล็ก) ในภาพลักษณ์ที่แปลกตากว่าคนอื่นด้วยสีสันเสื้อผ้าและชุดที่สวมใส่ ผมสั้น นักเล่นพนันวงในที่เกาะขอบวงล้อ ที่หมุน ๆส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย ถัดออกมาคือที่สนใจ ดูและเชียร์พรรคพวกของตนที่อยู่ในวงพนัน มีทั้งหญิงและชาย แต่ทุกคน อยู่ในอาภรณ์สีสดใสทั้งหญิงและชาย รวมเป็นกลุ่มใหญ่ส่งเสียงเฮอา องค์ชายทัมด๊กที่แต่งองค์เป็นสามัญชน เช่นกัน เพราะแอบหนีออกจากวังมาเที่ยวอย่างเคย (ตั้งแต่เด็กจนหนุ่ม) เสด็จลงบันไดมาจากชั้นบนของโรงเตี๊ยมต้องหยุดแวะทอดพระเนตรเพราะซูจินีที่ส่งเสียงดังกระโดดชูสองมือดีใจที่ชนะ องค์ชายเกาะระเบียงของโรงเตี๊ยมทอดพระเนตรนักเล่นพนันกลุ่มนี้ ซูจินี ดื่มเหล้าไปแทงพนันไป องค์ชายสนพระทัยจนต้องทรุดองค์ประทับนั่งที่ขอบระเบียงโรงเตี๊ยมนั้นเอง ทอดพระเนตรเห็นซูจินี แพ้พนันหมดตัว ต้องออกจากวงพนัน เดินสอดส่ายสายตาหาเหยื่อ มีเสียงโห่ของประชาชนในตลาดต้อนรับขบวนนักแข่งโปโลทีมสีน้ำเงิน ทรงละความสนพระทัยไปที่ทีมโปโล เมื่อกลับมาสนพระทัยซูจินีใหม่ ก็ทอดพระเนตรเห็น ซูจินีใช้ความสามารถพิเศษ ขโมยถุงเงิน จากชาย ที่มากัน2 คน มาได้ แต่ก็มี ผู้ชายอีกคน (คือ ฮยอนโก )มาเอาถุงเงินที่ซูจินี ไปอีกที แถม ผลักซูจินี สั่งให้ซูจินีตามชาย 2 คนนั้นไป
กลายเป็นว่า ชาย ทั้ง 2 คนนี้ ไปที่ทีมโปโลสีดำ และเอาสมุนไพรสีเขียว ไปวางที่กองฟาง อาหารม้าของทีมโปโลสีดำ ซูจินี เข้าไปขัดขวาง และถูกชาย 2 คน รุมอัด ล้มลุกคลุกคลาน เมื่อลุกได้ ก็วิ่งตามชาย 2 คน ที่ออกวิ่งหนี แต่กลายเป็น ทีมโปโลสีดำ เข้าใจว่าซูจินี เป็นขโมยแอบเข้ามา และถูกทีมโปโลสีดำ ไล่จับ ต้องวิ่งหนีเข้าไปในตลาด ตลาดแทบพัง ข้าวของในตลาดเกลื่อนกลาด ในที่สุด ซูจินี ก็ถูกจับตัวได้ จนองค์ชายต้องแอบให้ความช่วยเหลือ ปล่อยม้าของทีมโปโลสีดำ จน คนที่จับตัวซูจินี ต้องปล่อยซูจินี และออกวิ่งตามม้าของตัวเอง


องค์ชาย ทรงพารถบรรทุกฟางเข้ามา ซูจินี กระโดดขึ้นไปนั่ง แล้วขอบคุณองค์ชาย ด้วยการล้วงถุงเงินจากอุระแต่องค์ชายรู้ทัน องค์ชายถามซูจินีว่า หัวขโมย 2 คนที่เข้าไปในทีมสีดำเพื่อวางยาให้ม้าของทีมสีดำท้องเสีย มีใครว่าจ้างมา ซูจินี ทำการค้าเสียเคยตอบว่า จ่ายเงินมาก่อน 3 เหรียญ อันที่จริงข่าวนี้ ราคาที่แท้จริง 5 เหรียญ แต่ สำหรับครั้งแรก คิดแค่ 3เหรียญ แต่ก็ไม่ได้ตอบคำถาม องค์ชายลงจากรถม้า ซูจินี ตามลงมา แนะนำตัวเบ็ดเสร็จ ว่าข้าชื่อ ซูจินี และเหน็บแนมองค์ชาย ว่า เดินแบบนี้ ทำท่าทางเป็นพวกขุนนางออกเยี่ยมเยียนชาวบ้าน แล้วก็ชวนองค์ชาย ไปสำนักนางโลม แถมปรามาสหน้าองค์ชายว่าท่านน่ะยังอ่อนหัด ผู้หญิงที่นั่นวิเศษที่สุด ขนาดข้าเป็นผู้หญิงยังรู้สึกเร้าใจเลยแล้วก็หลับตา ทำท่า อวดว่า น่าใฝ่ฝันถึงสาวๆพวกนั้น ซูจินี เดินไปร้องเพลงไปหันมาบอกองค์ชายว่าท่านมาเดินแถวนี้ จะเดินแบบคนอ่อนหัดอย่างนี้ไม่ได้นะ ถ้าพวกนั้นรู้ว่า ท่านยังบริสุทธิ์อยู่ พวกเขาจะจับท่านทำซุปกิน



ตลอดทางองค์ชายกอดพระอุระไว้ ซูจินี เจ้าเล่ห์ เสนอเป็นผู้ดูแลถุงเงินให้องค์ชายอีก และถูกเนื้อต้องตัว ชายท่าทางดี มีสตางค์ ที่ซูจินีไม่รู้ว่าคือใคร หลายครั้ง เนื่องจากซูจินี เติบโตมาจากหมู่บ้านที่มีผู้ชาย จึงมองไม่เห็นความแตกต่างจากชายแปลกหน้าผู้นี้ แล้วซูจินี ก็ถูก ผู้หญิงสองคนกระแทกจนเซออกไป พร้อมกับส่งเสียงทักทายว่า ....ที่รัก ...ของข้า....องค์ชายทักสาวๆว่า พวกเจ้าเป็นอย่างไร และทรงพระสรวลสาวๆตอบว่า ตั้งนานแล้วท่านไม่มา คิดถึงพวกข้าบ้างไหม แล้วก็เข้ามาคล้องแขนองค์ชายเดินขนาบซ้ายขวา เดินจากไป พูดต่อว่า ท่านต้องเรียกหานางคนอื่นด้วยนะ ท่านน่ะทำให้น้ำตาท่วมห้องของพวกเรา …ตลอดเวลาองค์ชายทรงพระสรวลเบิกบานพระทัย เป็นระยะ ซูจินี ทำหน้าตา งง งวย รู้ว่าจุดไต้ตำตอเข้าเสียแล้ว เมื่อองค์ชายหันพระพักตร์มาชวน ให้เข้าไปดื่มกิน ของฟรี ซูจินี ทำเสียงไม่สบอารมณ์ ว่า เชอะ หันหลังกลับ แล้วก็ เปลี่ยนใจ ของฟรีนี่นา และคงอยากตามมาดู ลีลา คนที่ตัวเองหลงเข้าใจว่าอ่อนหัด ที่ไหนได้ หลงไปสอนนักปราชญ์อ่านหนังสือเสียแล้ว

องค์ชาย เป่าเครื่องดนตรีชิ้นหนึ่ง เป็นไม้ หากเป็นไม้ ก็น่าจะเรียกว่าขลุ่ย แต่เสียงดนตรีที่ออกมา เป็นเสียง ปี่ จะเรียกอะไรดี แต่ว่า ขอเล่าเรื่องเกี่ยวกับดนตรีของเกาหลี แทรกก่อน


ชนชาติเกาหลีมีดนตรีที่เรียกว่า คุกอัก มีที่มาคล้ายคลึงกับดนตรีจีนและญี่ปุ่น แต่ถ้าเราสามารถสัมผัสดนตรีชนิดนี้ได้อย่างลึกซึ้ง จะพบว่าดนตรีเกาหลีมีลักษณะแตกต่างอย่างชัดเจนจากดนตรีชนิดอื่นๆ ในแถบเอเชียตะวันออกกล่าวคือ ดนตรีเกาหลีประกอบด้วยสามจังหวะในหนึ่งห้อง ในขณะที่ดนตรีจีนและญี่ปุ่น มีสองจังหวะในหนึ่งห้อง คุกอัก แบ่งออกเป็นสองประเภท คือ ซองอัก หรือดนตรีในราชสำนัก และมินซกอัก หรือดนตรีพื้นบ้าน ซองอัก ซึ่งเป็นดนตรีชั้นสูง มีท่วงทำนองเชื่องช้า เยือกเย็น และซับซ้อน ส่วน มินซกอัก ได้แก่ดนตรีของชาวนาชาวไร่ พันซอรี (ดนตรีที่เน้นการแสดงความรู้สึก) และดนตรีพิธีไสยศาสตร์ มีจังหวะรวดเร็วและกระฉับกระเฉง (จากนิตยสาร this is Korea เล่มเดิม)
ข้อมูลนี้ไม่ได้บอกเรื่องของเครื่องดนตรีที่องค์ชายเป่า


มีคนของทีมโปโลสีดำจำซูจินีได้ เลยไปตามคนอื่น มา ตามจับซูจินี จนเกิดโกลาหล แล้วก็เป็นเวลา ที่องค์ชาย ต้องเสด็จกลับวัง ทรงทิ้งซูจินีให้ หาวิธีเอาตัวรอดจากการถูกจับ เอง ยังโบกพระหัตถ์อำลาให้
ส่วนในวังหลวงทหารที่รู้ความเป็นไปขององค์ชายก็กำลังวุ่นวาย เพราะกษัตริย์กำลังเสด็จมาหาองค์ชาย ตัวองค์ชายเองก็ต้องแอบปีนเข้าวังทางระเบียงมืด ในการกลับเข้าวัง ที่พื้นข้างล่างส่วนในของระเบียงวัง มีโซคีฮา ยืนประคองฉลองพระองค์พาดแขนทั้งสองมือ รอคอยอยู่ องค์ชาย แย้มพระโอษฐ์แบบเด็กๆประจบเอาใจผู้ใหญ่ คงหนีออกจากวังจนเป็นหนุ่มและเป็นกิจวัตร ทหารในวังและโซคีฮา ถึงสื่อความกันได้ โดยไม่ต้องมีบทพูดเลย เหมือนทุกคนรู้หน้าที่กันดี เพราะปฏิบัติกันมาเนิ่นนาน แถมเมื่อ พบกษัตริย์ กษัตริย์ทรงตรัสว่า มีคนแอบปีนรั้ววังทุกคืน องค์ชาย ต้องหาเรื่องกลบเกลื่อน กษัตริย์ ทรงพาองค์ชายเสด็จพระราชดำเนินไปตามระเบียง พร้อมเทศนาสั่งสอนองค์ชายมากมาย ทรงสั่งห้ามองค์ชาย ไม่ให้ไปสนามแข่งโปโล ในวันรุ่งขึ้น เพราะจะมีพวกขุนนาง ชนเผ่าทั้งหลายมาร่วมงาน องค์ชายกราบทูลว่า จะไม่ทำองค์ให้เป็นจุดเด่น และคงไม่มีใครรู้จักองค์ชาย กษัตริย์หยาง ทรงเตือนว่า ตระกูลยอน ก็พยามยามหาทางกำจัด องค์ชาย อยู่ทุกขณะ อย่าทำสิ่งใด เป็นการให้โอกาสแก่ตระกูลยอน


เมื่อกลับมาห้องบรรทม องค์ชาย ไม่สนใจ คำพูดของโซคีฮา ที่พูดเสริมถึงความสำคัญของตระกูลยอน ต่อจากดำรัสของกษัตริย์ กลับขอให้โซคีฮา แสดงพลังพิเศษ จุดไฟ องค์ชาย ถูกพระทัย เหมือนเด็กได้ของถูกใจ แย้มพระสรวลไม่หุบโอฐ ชี้ ให้จุดไฟตรงโน้นตรงนี้ทรงชวนโซคีฮา หนีไปอยู่ด้วยกันที่อื่น ให้โซคีฮาแสดงการจุดไฟ องค์ชายเป็นผู้เก็บเงินคนดู แล้วก็เสด็จไปที่เตียงบรรทม ทรุดองค์ลงประทับนั่ง ไม่รอคำตอบ ตบบรรจถรณ์ ข้างองค์ เป็นการเชิญชวน ให้โซคีฮา มานั่งข้าง ๆพระองค์ แต่โซคีฮา ทำท่าจะออกไปองค์ชายบอกว่า เจ้าอยู่ต่ออีกหน่อยได้ไหม ไหนไหนเจ้าก็มาถึงที่นี่แล้ว โซคีฮา หันมาตอบว่า บรรทมได้แล้วเพคะองค์ชาย องค์ชายทอดองค์ ลงกับบรรจถรณ์ รำพึงรำพันอย่างคนว้าเหว่กับองค์เองว่า ไม่มีใครจะหัวเราะร่วมกับข้าในวังนี้ โซคีฮา แสนสงสารองค์ชาย แต่ก็ออกจากห้องไป องค์ชาย ยกหัตถ์ก่ายพระนลาฏ หลับพระเนตร เดียวดาย.....


วันรุ่งขึ้น องค์ชายออกไปนอกวังอีก ซูจินีเดินตาม ต่อว่าต่อขานองค์ชายที่ทิ้งเธอไว้ พูดจาเซ้าซี้จนองค์ชายถามว่า ซูจินีเป็นผู้หญิงแบบไหน มาเดินตามตื้อผู้ชาย ที่ว่าเราจับมือกันกันนั้นตอนไหน เจ้าอยากให้ทำอย่างนั้นใช่ไหม ทรงแกล้งจะกอด ซูจินี ซูจินีหน้าตื่น หลบองค์ชายออกไป
องค์ชายไปหาพ่อค้าเกลือ พ่อค้าส่งส่วนแบ่งให้ องค์ชาย ให้คำแนะนำในการกักตุนเกลือ ไว้ขายในเวลาที่เกลือขาดตลาด เพราะมีพ่อค้ามองโกเลียมาซื้อเกลือไปเมื่อเดือนก่อน
ซูจินี ตามมาชักชวนองค์ชายไปเล่นพนัน การแข่งโปโล ที่ทุกคน ต่างพากันพนัน ข้างทีมสีเหลืองว่าจะชนะ แต่เธอ มีข้อมูล ว่าทีมสีดำต่างหาก คือ ทีมผู้ชนะ แล้วพาองค์ชายไปหา ฮยอนโก ศิษย์และอาจารย์ ช่วยกันหลอกล่อ องค์ชาย แต่องค์ชายรู้ทัน อาจารย์และศิษย์ ต้องเลี้ยง อาหารองค์ชาย
ฮยอนโก ชื่นชม ยอนโฮแก แต่ก็ข้องใจ ว่า ทีมสีเหลืองคือผู้ส่งคนไปวางยาม้าของทีมสีดำ องค์ชายตำหนิว่าไม่มีหลักฐานอย่ากล่าวให้ร้ายผู้อื่น ฮยอนโก พูดถึงความเปลี่ยนแปลงของยอนโฮแก องค์ชาย ตรัสตอบว่า ยอนโฮแก เปลี่ยนไป หลังจาก การเสียชีวิตของท่านแม่ และท่านหญิงยอนเสียชีวิต เพราะถูกคนอื่นฆ่า

ยอนโฮแก คือหัวหน้าทีมโปโลสีเหลือง และสั่งลูกทีมว่า การแข่งขันครั้งนี้เขาจะทำให้ทุกคน ยอมรับเขา ทีมสีเหลืองจะแพ้ไม่ได้ ในคืนก่อนการแข่งขัน ยอนโฮแก ได้บอกกับเสนาบดียอนว่าจะพิสูจน์ความสามารถในการชุมนุม แข่งขันโปโล ทั้ง 5 ชนเผ่า ให้ทุกคนเห็นและยอมรับ เมื่อถึงเวลานั้น ท่านพ่อ ก็ อย่า ปฏิเสธทำเป็นไม่รับรู้ ก็แล้วกัน ซึ่งเสนาบดียอนได้ตอบว่า พ่อไม่มีวันปฏิเสธ ลูกได้หรอก

ที่สนามแข่งโปโล องค์ชาย ประทับนั่งที่อัฒจรรย์คนดู ปะปน กับประชาชนทั่วไป ซูจีนีเดิน เข้าไปเบียดแทรกตัวเองนั่งข้าง องค์ชาย กษัตริย์ เสด็จออก มีขุนนางชั้นสูง นั่งร่วม ในที่ประทับ และ แทจังโร ได้มาร่วมดูการแข่งขันนี้ด้วย


COPYRIGHT@ Amornbyj & SUE

เรื่องย่อ ตำนานจอมกษัตริย์เทพสวรรค์ (ตอนที่ 3)



...ตอนที่ 3...

การที่ โซคีฮา พบองค์ชายทัมด๊กในหอสมุดหลวง นั้น เป็นความประทับใจมิรู้ลืมของโซคีฮา
โซคีฮา ทำผ้าพันข้อพระบาทและพระชงฆ์ให้องค์ชาย และทั้งคู่ ก็ต่างมีกันและกันเป็นเพื่อน
โซคีฮา ให้ความช่วยเหลือองค์ชายมากมายในเวลาต่อมา ทั้งการฝึกพื้นฐานของวิทยายุทธ์
โซคีฮา เฉลียวฉลาด และเก่งในเชิงต่อสู้ ด้วยพื้นฐานพรสวรรค์ของเธอเอง และการฝึกฝนร่ำเรียนจากเผ่าฮวาเซิน เธอหวังเพียงให้องค์ชาย แคล่วคล่อง สามารถเอาตัวรอด ในอันตรายที่กำลังเผชิญอยู่



ฮยอนโก สังเกตเห็นซารยาง เข้าออกบ้านตระกูลยอนบ่อย ๆ ก็สั่งให้ซูจินี ตามไปสืบราชการลับ ได้ความว่า ท่านหญิงยอนซื้อยาพิษจากซารยางราคาแพงมาก เพียงกินวันละหยด ก็ตายได้ภายใน 1-3 เดือน แล้ว ซูจินี ถูกตำหนิ ที่งานสืบข่าวครั้งนี้ของเธอ ได้ข้อมูลไม่ครบถ้วน ตาม ที่ ฮยอนโก อยากรู้
ฮยอนโก ถามว่า "แล้วเป็นยาอะไรกัน"
ซูจินี ไม่สบอารมณ์ พูดเสียงดังว่า "ข้าต้องเอาชื่อยามาด้วยหรือ"
ฮยอน ยอง เสริมว่า "ไม่ใช่เรื่องยา แต่เจ้าควรไปสืบว่าเอาไปให้ใคร"
ซูจินี เสียงดังขึ้นกว่าเดิมอีก ถามว่า "ข้าต้องสืบเรื่องนี้ด้วยหรือ"
ฮยอนโก บอกว่า "แน่นอน"



ซูจืนี ของขึ้นกว่าเดิม ผุดลุกขึ้น ตบโต๊ะปัง ลอยหน้า พูดอย่างเอาเรื่องว่า "พวกหัวหน้าทาส ท่านทั้งสองคนนั่งเฉยๆ แล้วสั่งให้ข้าทำงานอันตราย ท่านสั่งคนที่อ่อนแอที่สุดในกลุ่ม ให้ไปทำงานในที่อันตรายที่สุด ข้าวก็ให้กินแค่นิดนิดหน่อยๆ แล้ววันนี้ข้ายังไม่ได้กินข้าวกลางวันเลย ทำไมทำแบบนี้กับข้า...."
ฮยอนโก ต้องเอื้อมมือปิดปาก ฮยอนยอง เอาใจบอกว่า "นี่ นี่ มีขนมหวานนะ" บาซอน ผ่านมาเห็นเข้าใจว่า ซูจินี ถูก ผู้ใหญ่รังแก ซูจินี ทั้งเสแสร้งและเจ้าเล่ห์ตอนวิ่งไปหาบาซอน เรียกบาซอนว่า อาจุมม่า บาซอนเสียงเขียวกับคำว่าอาจุมม่า ซูจินี รีบกลับคำเรียก พี่สาว วิ่งไปซบอก แล้ว ก็ แอบทำหน้าตา เจ่าเล่ห์ และสะใจ นัยน์ตากลอกกลื้ง แป๋วแหว๋ว ล้อเลียน ใส่ ฮยอนโกและฮยอนยอง
บาซอน คือลูกสาวของช่างตีเหล็ก ฮักซูมัลกัล นั่นเอง และยึดอาชีพเดิม คือ ตีเหล็ก
องค์ชายได้ยินได้ฟัง ถึงความเก่งกล้าสามารถของยอนโยแก มาโดยตลอด และเชื่อตามคำบอกกล่าว ว่า ยอน โฮแก คือ กษัตริย์จูชิน ในอนาคตไปด้วย



ยอนโฮแก กลับจากสมรภูมิ ท่าทางสง่างามในขบวนทหาร ประชาชนต้อนรับสองข้างทาง ท่านหญิงยอน ปลาบปลื้มในตัว บุตรชายยิ่งนัก
“เจ้ามาจากสวรรค์ คนป่าเถื่อน จะทำอันตรายเจ้าได้อย่างไร" และสั่งจัดงานเลี้ยงฉลองชัยชนะ ใหญ่โต ซูจินี แอบไปหาของกินฟรี และองค์ชายได้นำรางวัลของพระราชทานเป็นทองคำแท่งและงาช้าง เอ หรือเขาแรด (ไม่แน่ใจ)มาให้ พร้อมอ่านคำประกาศเกียรติคุณ ว่า ยอนโฮแกเป็นนักรบ ที่กล้าหาญเก่งกล้าสามารถท่านหญิงบันดาลโทสะ ที่องค์ชายเห็นบุตรชายเธอเป็นนักรบธรรมดา เมื่อถูกพาเข้าไปห้องนอนเพราะ ท่านหญิงเมามากก็ พูดย้ำแต่เรื่อง ยอนโฮแก ต้องเป็นกษัตริย์ และองค์ชายก็ได้ยิน



อันที่จริง ซูจินี ได้เห็นองค์ชายแล้วในงานเลี้ยงนี้แต่ไม่รู้ว่า เด็กชายผู้นี้คือใคร และซูจินี กินเหล้าเก่งมาก
หลังจากกษัตริย์ถูกท่านหญิงยอนวางยาพิษ วันละหยด ทรงอ่อนแอ และอาเจียนเป็น ประจำ
ท่านหญิงยอน ไปหากษัตริย์ นอกจากจะไม่ยอมรับความเป็นกษัตริย์ว่าพระองค์ ไม่มีเลือดสีน้ำเงินแล้วยังข่มขู่ให้พระองค์สละราชสมบัติ และย้ำว่า ทั้งสวรรค์และพิภพรู้ดีว่า ยอนโฮแก เกิดภายใต้ดวงดาวจูชิน องค์ชายได้ยิน เมื่อเข้าไปหาก็พบพระบิดากำลังมีอาการประชวรวาโย
วันหนึ่ง องค์ชายไปยืนดักพบโซคีฮาที่ไร่ชาเขียวขจีเต็มทุ่ง พอคณะนักพรตฝึกหัดสาวรุ่นๆ ชุดขาวเดินเป็นทิวแถว เข้ามาใกล้องค์ชายก็ย่อตัวหลบลง แล้วก็ ค่อย ๆโผล่ พระเศียรและพระพักตร์ขึ้นมามองดู ยิ้มน่ารักแล้วก็หลบลงไปใหม่ เมื่อสาว ๆ แยกย้ายกันไปตามแนวร่องต้นชา โซคีฮา แยกมาเก็บใบชาตามลำพัง องค์ชาย ก็ แอบเขย่าต้นชา เรียกร้องความสนใจ น่ารักซุกซน ไม่แพ้เด็กน้อยซูจินีที่แก่นแก้ว เจ้าเล่ห์แสนกลเหลือประมาณ โซคีฮาเหลียวมองหาว่าใครกันหนอก็ไม่พบผู้ใด ก็เก็บใบชาต่อ แล้วก็ต้องสะดุ้ง เมื่อองค์ชาย มาอยู่ ใกล้ ๆ ตัวเอง ประทับนั่งยองๆกับพื้นดิน



โซคีฮา ทูลองค์ชายว่า "ที่นี่เป็นไร่สมุนไพรของอารามหลวงไม่อนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้ามา"
องค์ชาย ตอบว่า "ข้ามาเด็ดสมุนไพร เพื่อรักษาอาการอาหารไม่ย่อย เจ้ารู้เรื่องสมุนไพรบ้างไหม"
โซคีฮา ทูลตอบว่า "นักพรตฝึกหัดไม่ได้รับอนุญาตให้พูดกับคนภายนอก"
องค์ชาย แก้ลำโซคีฮา กลับไปว่า "ข้ากำลังพูดกับดอกไม้" ้แล้วองค์ชายก็เด็ดช่อดอกไม้สีเหลืองมาถือในมือช่อหนึ่ง ถามต่อว่า "นี่แน่ะเจ้าดอกไม้ ถ้าข้าต้มใบของเจ้าแล้วดื่มมันจะช่วยแก้อาเจียนได้ไหม"
โซคีฮา ซักถามอาการต่างๆ เพราะรู้อยู่แก่ใจแล้วว่า นั่นคืออาการประชวรของกษัตริย์ ที่ถูกวางยาพิษ ที่ ซารยาง เป็นคนหามาให้บ้านตระกูลยอน
เธอบอกองค์ชายว่า "ต้องไปดูอาการกษัตริย์เองถึงจะตอบได้"
องค์ชาย บอกโซคีฮา ว่า "ในวังนี้ ทรงเชื่อใจใครไม่ได้ ข้าเชื่อใจเจ้าได้ใช่ไหม ข้าต้องการเชื่อเจ้า โปรดช่วยข้าด้วย"
แล้วองค์ชายก็พาโซคีฮา ไปดูอาการของกษัตริย์



โซคีฮาไปขอยาแก้พิษจาก ซารยาง แทจังโร ก็สงสัยว่า โซคีฮา จะช่วยกษัตริย์ทำไม ส่วนโซคีฮา ก็ถามกลับมา ว่าแทจังโร ต้องการฆ่ากษัตริย์ใช่หรือไม่ แทจังโรไม่สนใจว่ากษัตริย์จะอยู่หรือตายนั่นไม่เกี่ยวกับเรา ข้าสนใจแต่ผู้ที่เกิดภายใต้ดวงดาว กษัตริย์ จูชิน คือยอนโฮแก และยอนโฮแก ก็ ติดตาต้องใจ โซคีฮา ตั้งแต่ การเจอครั้งแรก และในอีกหลาย ๆครั้ง กลายเป็นความรักโซคีฮา ตั้งแต่ ยังวัยเด็กด้วยกัน

เมื่อองค์ชายรู้ว่า ตระกูลยอน เป็นคนวางยาพิษ องค์ชาย ก็ปรึกษาขุนพล โกอูซุง ว่าตระกูลยอนใหญ่โตมีอิทธิพลมากเพียงใด มีกำลังทหาร เท่าไร เมื่อได้คำตอบ องค์ชาย ก็บอกขุนพลว่า ข้าจะไม่เริ่มทำสงคราม ที่อาจจะต้องพ่ายแพ้ แล้วองค์ชายก็ยังไปโยนหินถามทางกับยอนโฮแก เกี่ยวกับเรื่องยาพิษ ยอนโฮแกกลับขบขัน บอกองค์ชายว่า นักรบไม่สู้ด้วยยาพิษอย่าทรงเสียเวลากับเรื่องนี้มากไป และยังคิดชวนองค์ชายไปล่าสัตว์

โซคีฮา มาดู องค์ชาย ฝึกยิงธนู องค์ชายน้อยพระทัยที่พระองค์เองรู้ว่าพระบิดาถูกวางยาพิษแต่ทำอะไรไม่ได้ เหมือนคนขลาดกลัวต้องทำตัวอ่อนแอหลีกเลี่ยงสายตาผู้อื่นเพื่อความอยู่รอด โซคีฮา เล่าว่าตนกำพร้า มีคนอื่นเอามาเลี้ยงดู เขาบอกว่า ความกล้าหาญไม่ได้อยู่ที่การใช้อาวุธต่อสู้ห้ำหั่นกัน นั่นคือความเขลาต่างหาก ความฉลาดต่างหากที่คนกลัว ความฉลาดใช้กลอุบายจับศัตรู การทำบางสิ่งทั้งๆที่กลัวเหมือนการจับเสือโดยใช้กับดัก ต้องใช้ปัญญาเอาชนะ นั่นแหละความกล้าหาญ องค์ชาย บอกกับโซคีฮาว่า คีฮา เจ้าอยู่ข้างข้าเสมอนะ อยู่ในที่ที่ข้าสามารถเห็นหน้าเจ้าตลอดเวลา ( ประโยคนี้มีความหมายกับโซคีฮามาก).




แล้วองค์ชาย ก็ เชิญ ท่านหญิงยอนมาพบที่วังหลวง ในขณะที่ยอนโฮแก ก็อยู่ลานหน้าวังหลวง และถูกทหารองครักษ์ล้อมคุมเชิงไว้ องค์ชาย ใช้ศีรษะของหมอหลวงและขวดยาพิษเป็นหลักฐาน และบอกว่า ว่าหมอหลวงสารภาพความจริงแล้ว มีหนังสือคำสารภาพด้วย ทั้งพูดบีบบังคับว่าตระกูลยอนต้องมีคนรับผิดชอบในการวางยาพิษกษัตริย์ และองค์ชายไม่อยากให้ยอนโฮแก ต้องเจ็บปวด ( แต่เรื่องกลับกลายเป็น ยอนโฮแก ทั้งเจ็บปวด เคียดแค้น และคิดแต่จะต้องแก้แค้นคืน โดยองค์ชายก็ไม่คาดคิดที่ท่านหญิงยอนฆ่าตัวตาย แล้วโยนความแค้นทั้งปวงของ เสนาบดียอนและ ยอนโฮแก ไปลงที่ตัวองค์ชาย)



ท่านหญิงยอนแค้นใจเป็นที่สุด แทบกระอักโลหิต กล่าวดูถูก ว่าเจ้ากล้าอย่างไรมาร่วมสายเลือดกับข้า เจ้ากล้าดีอย่างไรมาเรียกข้าว่าป้า เจ้าเป็นคนร้ายกาจมีพิษสง แล้วก็คว้าขวดยาพิษเดินออกมานอกห้อง
ยอนโฮแก วิ่งขึ้นไปหามารดา ที่กินยาพิษเข้าไปท่านหญิงขอคำสัญญาจากโฮแก เป็นกษัตริย์ จัดตั้งชาติใหม่ภายใต้ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์และให้ ระวังองค์ชายจอมปลอม ที่ฉลาดและร้ายกาจ ยิ่งกว่าอสรพิษ ..



ยอนโฮแก เล่าให้เสนาบดี ฟังว่า ท่านหญิง บอก อะไรตนเองบ้าง อย่างแค้นใจ คิดแก้แค้น จะไปถามองค์ชายหากไม่ไดคำตอบจะฆ่า องค์ชาย
องค์ชายมาเคารพศพท่านหญิงยอน โดยหิ้วกล่องใส่ศรีษะของหมอหลวงมาด้วย ยอนโฮแกฮึดฮัดใส่องค์ชาย และโกรธจัดที่องค์ชาย เล่าว่า หมอหลวงสารภาพ ว่าท่านหญิงยอน อยู่เบื้องหลังการวางยาพิษกษัตริย์



Copyright@ Amornbyj & SUE 2008