Sunday, May 4, 2008

เรื่องย่อ ตำนานจอมกษัตริย์เทพสวรรค์ (ตอนที่ 10)


...ตอนที่ 10...

แทจังโร บอกเสนาบดียอน ว่า ตนเองไม่เห็นด้วยกับความเชื่อที่ว่า โองการสวรรค์ส่งผ่านอารามหลวงโดยเทวีพยากรณ์ ความต้องการของประชาชนต่างหาก คือความต้องการของสวรรค์ แทจังโร ได้สร้างข่าวลือ มากมาย ที่ เสนาบดียอนเอง ก็สงสัยว่า ว่าข่าวลือที่มีอยู่ทั่วไปนั้น เป็นเรื่องที่สร้างขึ้น แล้วเรื่องจริงคืออย่างไร จริงหรือไม่ที่มีสัญลักษณ์ผู้พิทักษ์ ปรากฏขึ้นอีก 1 อย่าง แทจังโร ตอบว่า เขาพูดกันว่า มีแสงส่องสว่างและรัชทายาท หายพระองค์ไปทันทีพร้อมกับผู้คนจำนวนหนึ่ง ดังนั้นรัชทายาท ก็ควรเป็น กษัตริย์จูชินด้วย เสนาบดียอน ย้อนว่า ท่านเป็นคนบอกข้าเองว่า ลูกชายข้า ยอน โฮแก คือกษัตริย์จูชิน ที่ พวกท่าน ฮวาเซิน รอคอย
แทจังโร หัวเราะอย่างชั่วร้ายและมีเล่ห์เหลี่ยมว่า เผ่าฮวาเซิน และตัวข้าเอง กำลังไตร่ตรองอย่าง ลึกซึ้งว่าเราควรรับใช้ ท่าน ยอน โฮแกหรือไม่ เราจะไม่รับใช้กษัตริย์ผิดพระองค์ ในเมื่อพวกเราใช้เวลารอคอยมาถึง 2 พันปี เสนาบดียอน ส่ายหน้าย้อนว่า มันไม่สายไปหรือที่จะเปลี่ยนใจ หรือจะให้ข้ากล่าวหาท่านว่า เป็นคนปลงพระชนม์กษัตริย์ แต่ แทจังโร ย้อนว่า เราสามารถเปิดเผยได้ว่าใครเป็นผู้ชักใยอยู่เบื้องหลัง เสนาบดี ต้องรำพึงขึ้นว่า ข้ากำลังจับหางเสืออยู่หรือนี่ !!แทจังโรตอบว่า ในเมื่อท่านจับมันได้แล้ว ทำไมไม่ใช้ประโยชน์ให้มันเหมาะสมเล่า เสนาบดียอนได้แต่ถามว่า ท่านต้องการอะไร........

ยอนโฮแก ตื่นจาก นอนฝันเห็นภาพที่ต่อสู้กับองค์ชาย และเกิดแสงสว่างล้อมรอบองค์ชาย ด้วยท่าทางตระหนก และกลายเป็นโกรธอาละวาด เมื่อ ออกจากห้องก็ถูก โซคีฮา ใช้มีด จี้ที่ ลำคอ ถามว่าฆ่าองค์ชายสำเร็จหรือไม่ ยอนโฮแก ถามว่าถ้าทำสำเร็จเล่า โซคีฮาบอกว่าข้าจะเป็นคนแรกที่แก้แค้นให้กับคนที่ข้ารัก แล้วชดเชยการกระทำทีหลัง
ยอนโฮแก : คนที่ท่านเรียกว่าคนรัก คือญาติของข้า ทัมด๊ก เขาเป็นกษัตริย์จูชินที่แท้จริงหรือ ข้าเห็นมันตอนที่ข้าเคลื่อนไหวไม่ได้เพราะแสงสว่างจ้านั้น คีฮา ผู้พิทักษ์ฟินิกซ์ ทำไมจึงคุกเข่าต่อหน้าข้า ท่านแน่ใจหรือว่าข้าคือกษัตริย์หรือ จริงไหม พูดอะไรสักอย่าง..... ข้า โฮแก อาจไม่ใช่กษัตริย์จูชิน เพราะฉะนั้น ฟินิกซ์ แทงข้าสิ ถ้าท่านเป็นผู้พิทักษ์หัวใจฟินิกซ์จริง ท่านไม่ควรฆ่าข้า ถ้าท่านเป็นฟินิกซ์จริง ข้าไม่ควรตายด้วยมือท่าน แล้วก็เปิด เสื้อออก ท้าว่า นี่คือหัวใจของข้า แทงข้าด้วยมือของนางสิ เอาเลย

ฮีกแก หัวหน้าแคว้นจุนโนจัดพิธีเผาศพ บุตรชาย และผู้ร่วมทีมโปโลสีดำ ณ.ทีนี่เราขอส่งนักรบของจุนโนไปยังสวรรค์ พวกเขาตายเพื่อกษัตริย์จูชิน นกสามขาทอง ได้โปรดมารับ วิญญาณเขาเหล่านี้ไปสู่สรวงสวรรค์ ด้วยเถิด มีขุนพลโกอูซุง ร่วมงานนี้ด้วย (นกสามขาทอง-สัญลักษณ์ ของชนเผ่าจูชิน)


องค์ชาย ตื่นบรรทมที่หมู่บ้านโคมิล และไม่คิดจะอยู่ที่หมู่บ้านนี้ หัวหน้า ฮยอนโก และผู้อาวุโสของเผ่า ทูลองค์ชายว่า ทรงถูกกล่าวหาว่าร่วมมือกับเผ่าจุนโน ในการลอบปลงพระชนม์กษัตริย์ รัชทายาทลักพาตัวบุตรชายผู้นำ 3 แคว้น และใช้ข่มขู่ เพื่อจะขึ้นเป็นกษัตริย์ แต่ไม่ได้ผล จึงต้องปลงพระชนม์เพื่อสถาปนาพระองค์เองเป็นกษัตริย์ นอกจากนี้ ยอนโฮแก ได้ตามล้างแค้น และประหารองค์ชาย ทุกอย่างจบลงแบบนี้ แล้ว แต่การที่องค์ชายยังมีพระชนม์อยู่ ก็จะทำให้ คนเหล่านี้กลัว และตามฆ่าพระองค์ กษัตริย์ พระบิดา ขององค์ชาย สิ้นพระชนม์แล้ว พระองค์และหม่อมฉันได้ยินพร้อมกันว่า นักพรต โซคีฮา เป็นคนปลงประชนม์กษัตริย์ นางเป็นคนของฮวาเซิน ซึ่งเป็นเผ่าที่ชั่วร้าย ต่อต้านกษัตริย์จูชิน พระองค์ต้องอยู่ให้ห่างจากนาง พวกเราโคมิล มิได้รับใช้กษัตริย์ โคคุเรียว พวกเรารับใช้กษัตริย์จูชิน ที่ อยู่ตรงหน้าพวกเราในขณะนี้องค์ชาย ตรัส ด้วยแรงแห่งพระอารมณ์ ในขณะนั้น กับ ฮยอนโก และคนในเผ่าโคมิลที่ยืนเป็นกลุ่มอยู่ว่า เจ้า ไม่มีหูฟังหรือ ไม่มีสมองคิดหรือ ข้า ทัมด๊ก ข้าต้องการมีชิวิตอยู่เสียเหลือเกิน ข้าใช้คนมายืนกำบังลูกธนูให้ตัวเอง ข้าคนนั้นที่ละทิ้งบ้านเมืองและพระบิดา เพียงผู้หญิงเพียงคนเดียว น้ำพระเนตรกลิ้งลงมา เจ้ายังจะเรียกข้าว่ากษัตริย์ อีกหรือ ไปหาคนอื่นเถอะ ไปหาคนที่บ้าเช่นเดียวกับพวกเจ้า



องค์ชายออกจากหมู่บ้านโคมิล เพื่อ จะไปให้เห็นด้วยองค์เอง เรื่องกษัตริย์สิ้นพระชนม์แล้ว ซูจินี ตามออกมาข้างหลังองค์ชาย ฮยอนโก พยายามคว้าไหล่ ซูจินี ไว้ แต่ไม่ทันการ
เสนาบดียอน ไปหาเทวีพยากรณ์ เพื่อให้เทวีพยากรณ์ หาผู้กระทำผิด เรื่องกษัตริย์ถูกลอบปลงพระชนม์ เทวีพยากรณ์ บอกว่า ถ้าพบผู้กระทำผิด ก็ย่อมต้องมีการลงโทษ และเทวีได้แสดงออกที่ จะไม่เดินตามเส้นทางที่เสนาบดียอนต้องการ เสนาบดี จึงพูดทิ้งท้ายไว้ว่า ถ้าท่านต้องการ เป็นเทวีพยากรณ์ไปชั่วอายุขัย ก็ควรคิดให้ลึกซึ้งกว่านี้


ที่ท้องพระโรง ผู้บัญชาการปราสาท ดัลจา และโชจูโด คนสนิทของเสนาบดียอน เข้ามา เสนาบดียอน สอบสวน โชจูโด และผู้บัญชาการปราสาท ดัลจา ทั้งเสนาบดียอนและโชจูโด ช่วยกันทำให้การสอบสวนชี้นำประเด็น ที่ ผู้บัญชาการปราสาท ดัลจา เอง ออกอาการ พูดไม่ออกบอกไม่ถูก อึดอัด อยากคัดค้าน แต่จนปัญญา เรื่องสรุปโดยเสนาบดียอน ว่า หัวหน้าหน่วยองครักษ์หญิง กั๊กตัง ถูกรัชทายาทหลอกลวงให้ละเมิดกฎราชสำนักเข้าไปปลงพระชนม์กษัตริย์ ในสุสานหลวง ( ที่สุสานหลวงนี้ จะมีแต่เชื้อพระวงศ์ เท่านั้นที่จะสามารถเข้าไปข้างในได้) แล้วยัง ขโมย พระแสงดาบศักดิ์สิทธิ์ของกษัตริย์จูมง นำไปมอบให้รัชทายาท ที่นอกประตูปราสาท ดัลจา เสนาบดียอนยังประกาศต่อสภาเสนาบดีว่า ข้า ยอน การยอ ผู้นำแคว้นเครุ และ เสนาบดีของโคคุเรียว ขอเสนอแนะต่อสภาดังนี้ จนกว่าเราจะสอบสวนเรื่องการสวรรคตของฝ่าบาทได้ รัชทายาทจะถูกถอนสิทธิ์ ทุกคนในท้องพระโรงขยับตัว สีหน้าผู้บัญชาการปราสาทดัลจาไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง เสนาบดี ยอน รีบกล่าวต่อ ข้าจะออกประกาศจับองค์รัชทายาททัมด๊ก ก่อนที่จะทรงถูกประชาชนจับพระองค์ได้ และรัชทายาท จะต้องเดินเข้ามาด้วยองค์เอง ผู้บัญชาการปราสาทดัลจาทำท่าจะค้านแต่ไม่มีโอกาส เสนาบดียอน กล่าวต่ออีกว่า ยิ่งไปกว่านั้น จนกว่าจะมีการสถาปนากษัตริย์พระองค์ใหม่ โดยการสืบจากสวรรค์สู่บัลลังก์ เรื่องต่างๆ ในอาณาจักรนี้ จะตัดสินโดย ผู้นำแคว้นทั้ง 5 ของโดคุเรียว ทุกคนจะเห็นด้วยหรือไม่ สักครู่ก็มีเสียง ข้าเห็นด้วย ตามมาด้วย ข้าเห็นด้วย ๆ พร้อมเสียงตบเท้ากระแทกลงกับพื้น ผู้บัญชาการปราสาท หมุนตัวเองไปรอบ ๆตามเสียง ตะโกนเห็นด้วย
แล้วทหารก็นำประกาศไปติดทั่วเมือง



ประกาศที่ติดไว้มีความว่า ในคืนข้างแรมนี้ อารามแห่งเทวีพยากรณ์ จะติดต่อกับสวรรค์ องค์รัชทายาททัมด๊ก จะต้องเสด็จมาและทรงอธิบายด้วยพระองค์เอง ว่าใครปลงพระชนม์กษัตริย์ และใครมีพระแสงดาบของกษัตริย์จูมงประชาชนพากันวิพากษ์วิจารณ์ ว่ารัชทายาทปลงพระชนม์พระบิดา เพื่อขึ้นเป็นกษัตริย์ซึ่งแม้แต่สุนัข ก็ยังไม่กัดพ่อของมันเอง หาก รัชทายาทไม่มาประชาชนจะเป็นหูเป็นตาให้บ้านเมือง คนแบบนี้ ก็จะถูกลูกของตัวเองฆ่าเช่นกัน



องค์ชายเสด็จปะปนมากับชาวบ้านมี ซูจินี ตามมาห่างๆ องค์ชายหันมาไล่ ซูจินี ให้กลับไป พระองค์ไม่มีอะไรยุ่งเกี่ยว กับหมู่บ้านโคมิล ซูจินี ไม่สนใจ ถามว่าองค์ชายว่ากลัวว่า หัวหน้ากับหม่อมฉันจะถูกฆ่าตายเหมือนพวกคนจุนโนหรือ องค์ชายให้เธอหยุดพูด ซูจินี ยังเซ้าซี้ว่าเพราะเหตุนี้ใช่หรือไม่องค์ชาย : ถ้าข้าหักขาของเจ้า เจ้าจะเลิกตามข้าไหมซูจินี : เราจะไปไหนดี พระศพอยู่ที่อารามหลวง จะเสด็จไปที่นี่ก่อน หรือจะเสด็จไปหาผู้หญิงคนนั้นหม่อมฉันจำอารามหลวงไม่ได้ว่าอยู่ที่ใด แต่หม่อมฉันรู้ว่าผู้หญิงคนนั้นอยู่บ้านตระกูลยอน มันอันตรายแต่หม่อมฉันจะไปรับนางมา แต่ทรงคิดบ้างไหมว่าหม่อมฉันจะปลอดภัยหรือเปล่าองค์ชาย : หมายความว่าอย่างไรซูจินี : หัวหน้าทั้งหลายของหม่อมฉันบอกว่า นางคือมือสังหารจากฮวาเซิน นางต้องพยายามปลงพระชนม์พระองค์ และนางเป็นคนปลงพระชนม์กษัตริย์องค์ชาย ทรงกริ้ว : คนที่ข้าไม่เชื่อถือ ตอนนี้ก็คือเจ้า กับพวกหัวหน้าของเจ้า นั่นแหละ ผู้หญิงคนนั้น.............ข้ารู้จักและเชื่อนางมาตั้งแต่อายุ 11 ปี เจ้าเข้าใจหรือยัง แล้วก็เสด็จจากไป ส่วน ซูจินี ซึมและเจ็บปวดกับประโยคนี้ขององค์ชาย
ที่โรงตีเหล็กของบาซอน จูมูชิ แอบชอบ ดัลบี ลูกน้องของ จูมูชิ มาเล่าเรื่อง แสงสว่างประหลาด ที่ปราสาทดัลจา และยอนโฮแก ต่อสู้กับรัชทายาท ให้บาซอนและ จูมูชิ ฟัง แต่กลายเป็นว่า ลูกน้อง มันดัก ถูกกล่าวหาว่า เมาเหล้าและเพ้อเจ้อ


องค์ชายเข้าไปถวายบังคมพระบรมศพศพที่อารามหลวง ทรงรำลึกถึง คำบอกเล่าต่างๆ ที่กษัตริย์ เคยเล่าประทานให้ฟังเมื่อครั้งยังเยาว์ชันษา พระบิดาทรงย้ำถึงสายเลือดโคคุเรียวขององค์ชาย รวมทั้งวันที่จะประกอบพิธีราชาภิเษก กษัตริย์ ทรงกอดพระองค์ ที่เป็นหนุ่มตัวโตเกินวัยของพระองค์ อย่างรักใคร่ห่วงใยระคนตัดพ้อ ที่องค์ชาย ช่างไม่รู้ว่าองค์เองคือใคร มีคนรอองค์ชายมากมายแค่ไหน เทวีพยากรณ์เล่าเหตุการณ์ในวันสิ้นพระชนม์ว่า มีทหารองครักษ์ตายมากมาย และได้พาองครักษ์หญิงที่รอดชีวิตในวันที่กษัตริย์สิ้นพระชนม์ มาทูลตอกย้ำ คำพูดว่า โซคีฮา คือผู้ปลงพระชนม์ องครักษ์หญิงที่บาดเจ็บขอให้องค์ชายไปให้ไกลอย่าได้กลับมาที่นี่อีก นั่นเป็นวิธีที่องค์ชายจะต้องทรงมีชีวิตอยู่ ประเทศชาติในขณะนี้ อยู่ในเงื้อมมือของยอน การยอ องค์ชายใช้พระแสงดาบที่ทรงถืออยู่ ฟันลงไปที่ต้นเสา ในอารามหลวงด้วยความแค้นพระทัย


ส่วน ซูจินี ก็ลอบเข้าไปในบ้านตระกูลยอน ปลอมตัวเป็นสาวใช้ นำจดหมายจากองค์ชายไปส่งให้ โซคีฮา ซารยางที่เดินสวนกัน จำได้ และไปบอก แทจังโร เมื่อโซคีฮา ออกมาจะขึ้นหลังม้าก็พบ แทจังโร ยืนขวางทางอยู่ และถามว่า....เจ้าจะไปไหน ฝนกำลังจะตก ร่างกายเจ้ายังไม่แข็งแรง โซคีฮา ทำท่าจะกระตุ้นม้า แทจังโร รีบบอกว่าถ้าเจ้าจะไปพบใครเพื่อสงบจิตใจของเจ้า ข้าก็ขอแนะนำว่าไม่ควรทำ เพราะหัวใจของเจ้าเองจะแหลกสลาย โซคีฮา ฟังแล้วต้องหลับตาลง กล้ำกลืน ความรู้สึกลงไปในอก เมื่อลืมตาใหม่ แทจังโรยิ่งบอกย้ำว่า ไม่ใช่แค่แตกสลาย แต่จะแหลกเป็นผงเลยทีเดียว องครักษ์หญิงที่รอดชีวิตได้ทูลรัชทายาทไปแล้วว่าใครอยู่กับกษัตริย์ ใครเป็นคนแทงดาบที่หัวใจของกษัตริย์ เจ้า..... คีฮา....เป็นคนฆ่าพระบิดาของเขา แล้วเจ้าจะยังไปพบเขาอีกหรือคีฮา : ข้าบอกให้ท่านถอยไปแทจังโร เบี่ยงกายทำท่าหลบให้ แสยะยิ้มมองตามหลัง โซคีฮา ที่ควบม้าออกไป


ที่นอกเมือง องค์ชายและ ซูจินี นั่งรอ โซคีฮา ซารยางนำทหารฮวาเซินมาเพื่อฆ่าองต์ชายอีกกำลังต่อสู้กัน โซคีฮา ก็มาถึงลงจากหลังม้า วิ่งเข้าจะไปหาองค์ชาย แต่ซารยางเข้ามาขวางหน้าส่งสายตาห้ามปรามอย่างเข้มงวด โซคีฮา ได้แต่ยืนมองน้ำตาไหลไม่สามารถจะทำอะไรได้เลย นอกจากยืนมอง องค์ชายสู้ไปก็ทอดพระเนตรโซคีฮา ไป ซูจินี เปลี่ยนเป็นใช้ดาบเข้าต่อสู้ และในที่สุดก็เพลี่ยงพล้ำ องค์ชายเหลียวพระเนตรไปทาง ซูจินี แล้วก็หันกลับมาทอดพระเนตร โซคีฮา ซารยางเองก็พลอยต้องหลบสายตาที่มองบังคับห้ามปราม โซคีฮา อยู่ (ก็คงสงสาร โซคีฮา ที่กำลังยืน เจ็บปวดรวดร้าวแสนสาหัสน้ำตาที่รินร่วงแข่งกับสายฝน เหมือนคน ที่ หัวใจกำลังจะขาดรอน ๆ) โซคีฮา มององค์ชายด้วยสายตา ที่พยายามจะทูล ว่า หม่อมฉันเปล่าทำ นี่ไม่ใช่หม่อมฉันทำ อย่าเข้าใจหม่อมฉันผิด เธอไม่มีวาจาใดที่จะกล่าวทูลได้ นอกจากหยาดน้ำตาที่ไหลรินเป็นสายปะปนกับหยาดฝน บน ใบหน้าของ โซคีฮา ผู้ที่หัวใจกำลังจะแหลกสลายเป็นผงธุลีอย่างที่ แทจังโร พูดไว้ไม่มีผิด องค์ชาย พา ซูจินี ขึ้นม้าหนีไป
ที่หมู่บ้านโคมิล ผู้อาวุโสช่วยกันใส่ยาและรักษาบาดแผลให้ซูจินี
ฮยอนโก ทูลองค์ชายว่า เราถอนพิษให้นางแล้ว ปัญหาอยู่ที่ยาพิษ มิใช่บาดแผล เพราะ....แล้วก็ต้องหยุด เพราะองค์ชายเหมือนไม่ทรงได้ยิน องค์ชายประทับนั่งนิ่งกับพื้นที่หน้าห้องไม่ตรัสอะไร ทอดพระเนตรพระแสงดาบของกษัตริย์จูมง ที่วางพิงฝาห้องอย่างเศร้าเคล้าสะเทือนใจ
ซูจินี ที่นอนหลับเริ่มขยับตัวและพลิกตัว แล้วก็นอนตะแคงข้าง องค์ชายเอาผ้าที่ชุบน้ำมาแล้ว บิดให้น้ำไหลมาที่ปาก ซูจินี คือเหมือนช่วยให้ ซูจินี ดื่มน้ำ องค์ชายเอาผ้าไปชุบน้ำที่อ่างใหม่บิดน้ำแล้วหันมาพบว่า ซูจินีลืมตาเอียงข้างอยู่ก็เลยเอาผ้าวางพาดไว้ที่เหนือขอบอ่างน้ำ
องค์ชาย : เจ้ารอดชีวิตกลับมาแล้ว
ซูจินี : หม่อมฉันเคยตายหรือ
องค์ชาย : ข้าคิดว่าเจ้าตายไปแล้ว
ซูจินี : หม่อมฉันแข็งแกร่งไม่ตายง่าย ๆ หรอก
องค์ชายประทับนั่งลง : ข้าบอกกับเจ้าว่านาง...เป็นคนที่ข้าเชื่อใจมาตั้งแต่ข้า อายุ 11 ปี
ซูจินี : ปกติแล้วคนที่ใกล้ตัวเราที่สุด จะเป็นคนที่ทรยศเรา
องค์ชาย : เจ้า...
ซูจินี : หม่อมฉันชื่อ ซูจินี
องค์ชาย : ข้าผิด ความผิดของข้าเกือบจะฆ่าเจ้า ความผิดของข้าฆ่าเสด็จพ่อ ความผิดของข้าฆ่าคนที่ปราสาทดัลจา
ซูจินี : แล้วอย่างไร
องค์ชาย : เจ้า....
ซูจินี : ซูจินี
องค์ชายลุกขึ้นจากที่ประทับเดิม มาทรุดองค์ใกล้ๆ ซูจินี แล้วตรัสว่า หัวหน้าของเจ้าเรียกข้าว่ากษัตริย์เพราะไม้เท้าของเขาส่องแสงสว่างแล้วเจ้าล่ะ
ซูจินี : หม่อมฉันหรือ
องค์ชาย : เจ้าแค่เชื่อคำบอกของหัวหน้าของเจ้าหรือ
ซูจินี : ขยับตัวลุกขึ้นนั่ง เอี้ยวตัวแล้วทูลว่า ทรงช่วยดูบาดแผลของหม่อมฉันหน่อย แล้วก็เปิดชายเสื้อด้านหลังของตัวเอง องค์ชายทรงกระแอมเสียง เบือนพระพักตร์หนี แล้วก็หันมาทอดพระเนตรแผล
ซูจินี : มันหายแล้วใช่ไหม ปิดชายเสื้อลง ทูลต่ออย่างแจ่มใสว่า หม่อมฉันเป็นอย่างนี้ตั้งแต่เด็กแล้ว ไม่ว่าจะเจ็บหรือเลือดตกยางออกแค่ไหน วันรุ่งขึ้นหม่อมฉันก็จะหายดี มันมีปัญหาเพราะมันมียาพิษ มีแต่พวกฮวาเซินสารเลวเท่านั้นที่ใช้มัน แล้วก็หันมาหาองค์ชาย หม่อมฉันเชื่อว่าพระองค์เป็นเหมือนหม่อมฉัน ถ้าทรงเป็นกษัตริย์ จะมีคนมากมายสูญเสียชีวิตของเขา แล้วถ้าเกิดสงคราม ถ้ากษัตริย์สั่ง “โจมตี” ทหารนับพันจะต้องเสียชีวิตเพื่อพระองค์ ซูจินี พูดต่อ ว่าถ้ากษัตริย์ท้อถอยทุกครั้งที่มีคนตาย แล้วจะเป็นกษัตริย์ได้อย่างไร (เพราะคงมีเรื่องราวที่ต้องเสียพระทัยมากมายเหลือคณานับทีเดียว)




องค์ชาย ดูมีทีท่าผ่อนคลายและสบายพระทัยขึ้นมากทีเดียว
ทรงรู้ไหมว่า กษัตริย์ควรจะ..อืม.. ทรงควรมีความสามารถในการรักษาแผลภายในวันเดียว เพื่อว่าวันรุ่งขึ้น จะทรงลุกขึ้น และทำในสิ่งที่ต้องกระทำ
“ตามข้ามา ข้าคือกษัตริย์ของพวกเจ้า” จะทรงกล่าวเช่นนั้น
องค์ชาย : ทอดพระเนตร ซูจินี อย่างแปลกพระทัย และสำราญพระอารมณ์ขึ้นมาก จน ซูจินี ชักเขิน ยกสองมือของตัวเองจับศีรษะ ทูลว่า หม่อมฉันได้พูดฉลาด ๆ มากมาย จนหม่อมฉันปวดหัว ตอนนี้ขอนอนก่อน แล้วก็ล้มตัวลงนอนจริง ๆ องค์ชาย ทรงพระสรวล ในความใสซื่อ และช่างพูดของ ซูจินี
ซูจินี นอนเอียงข้างหันหลังให้องค์ชาย ลืมตาแป๋ว
องค์ชาย : ข้าเคยบอกสิ่งนี้กับเจ้าไหม
ซูจินี : อะไร
องค์ชาย : ขอบใจ
ซูจินี ทำตาโต อมยิ้ม สุขใจเหลือเกิน กับที่นอน

แทจังโรและเสนาบดียอน ปรึกษากันเรื่องที่องค์ชายเสด็จมาถวายบังคมพระบรมศพ ที่อารามหลวง
แทจังโร : บุตรชายผู้นำแคว้นได้เสียชีวิต นั่นมิใช่โศกนาฏกรรมหรือ บางทีนี่อาจเป็นเลือดที่ถวายเพื่อกษัตริย์ จูชิน (หว่านล้อมให้เสนาบดียอนเห็นกงจักรเป็นดอกบัว อีกตามเคย)
เสนาบดียอนห่วงว่า ประชาชนจะเชื่อหรือไม่ว่ารัชทายาทปลงพระชนม์พระบิดาเพื่อจะขึ้นครองราชย์
แทจังโร : ประชาชนเป็นสัตว์โลกธรรมดา เราได้วางคนไว้ทุกแห่ง เมื่อพวกเขาพูดกัน ปล่อยข่าว ไม่ว่าพวกนั้นจะพูดอะไรมันก็จะกลายเป็นจริง มีคนไม่มากนักหรอกที่ต้องการรู้ความจริง พวกเขาต้องการแค่บางอย่างที่จะพูดกัน (นี่คือความคิดของเจ้าตัวร้ายเมื่อเกือบ 2 พันปีก่อนทันสมัยกับปัจจุบันมากเลย เพราะนักเขียนเขาเพิ่งเขียน ขอแปลว่า เขาต้องการบางอย่างที่จะพูดกัน นั่นคือ ความสะใจ ที่ได้พูดกัน ปากต่อปาก เอามันส์เข้าว่า ใครจะเสียหายช่างหัวมันได้เข้าร่วมสมัยการนินทาว่าร้ายกระจายข่าว ปล่อยข่าวลือ ไม่ก็ ข้ารู้ดี ประมาณนั้น)
เสนาบดียอน : รัชทายาทอาจปรากฏพระองค์ในพระราชพิธีปลงพระศพ ทรงต้องการแสดงความบริสุทธิ์ ยังมีคนที่จงรักภักดีต่อฝ่าบาท
ความคิดชั่วร้ายปรากฏทันทีในหัวคิดของ แทจังโร แทจังโร เสนอเสนาบดียอนให้มีการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ มันเป็นวิธีการใช้ลงโทษของผู้ที่อยู่เหนือกฎหมาย ที่ไม่เคยได้มีใครแก้ตัวได้ว่าตัวเองบริสุทธิ์ ด้วยการใช้ดาบ Kauri ซึ่งเป็นดาบศักดิ์สิทธิ์ แทงตรงหัวใจ ของผู้ที่จะถูกพิสูจน์ความบริสุทธิ์ จากข้อกล่าวหา ซึ่งยังไม่เคยมีใครรอดพ้นจากความตายได้เลย (เสนาบดียอนไม่พอใจ แทจังโรเ ล็กน้อย ที่เป็นคนอาณาจักรอื่น มาสอดรู้สอดเห็น วิธีปฏิบัตินี้ ซึ่งจะมีแต่คนในตระกูลสูงของโคคุเรียวเท่านั้นที่รู้ เป็นวิธีการที่อารามหลวงใช้ในการหาตัวผู้ทำความผิด) แต่เสนาบดียอนก็คล้อยตามที่จะนำมาใช้ในการกำจัดรัชทายาทหากเสด็จมาอารามหลวงในพระราชพิธีปลงพระศพ



ยอนโฮแก บอกกับ โซคีฮา ให้ ทูลองค์ชายไม่ให้กลับมาปราสาทโกกแน หากองค์ชายกลับมา ยอนโฮแก จะเป็นคนตัดสินองค์ชาย ด้วยวิธีของ ดาบ Kauri ด้วยตัวเอง
โซคีฮา ก็มั่นใจว่าองค์ชายจะเสด็จมาแน่นอน จึงบอกกับ แทจังโรว่า จำเป็นที่ข้าจะต้องเข้าร่วมพิธีด้วยเพราะใครๆรู้แล้วว่าข้าเป็น ฟืนิกซ์ รับใช้ ยอนโฮแก
แทจังโร. ถ้าองค์ชายมา ยอนโฮแกจะเป็นคนใช้ดาบ Kauri มันจะแทงเข้าที่หัวใจเพื่อตัดสินความผิด ใครเล่าจะรอดชีวิตจากดาบที่แทงเข้าที่หัวใจ มันเป็นวิธีการเหนือกฎหมาย ที่ใช้เพื่อกำจัดศัตรู
โซคีฮา.. : หากทรงเป็นชายที่ข้ารู้จัก จะต้องเสด็จมา
แทจังโร : หากเสด็จมา เขายินดีที่จะเห็นเจ้าที่นั่นหรือ เจ้าเป็นหญิงที่ฆ่าพ่อเขา เจ้าจะทำอย่างไรเมื่อเห็นหน้าเขา
โซคีฮา : ข้าต้องพบพระองค์ ข้ารู้ว่าถ้ามาจะไม่ทรงรอด ข้าอยากเห็นเขาเป็นครั้งสุดท้าย ข้าต้องการเห็นพระองค์จนลมหายใจสุดท้าย นี่เป็นหนทางทางเดียวที่ข้าเชื่อ ข้าไม่ได้ขอร้องท่าน ถ้าท่านต้องการเก็บหัวใจฟินิกซ์ไว้ ข้ากำลังขู่เข็ญท่าน


ที่หมู่บ้านโคมิล ฮยอนโก กลุ้มใจเหลือประมาณ พระองค์ไม่ต้องการให้เรียกกษัตริย์ แล้วจะให้หม่อมฉันเรียกพระองค์ว่าอย่างไร หากเรียกรัชทายาท ก็คงไม่ทรงโปรดอีก และ ฮยอนโก ยังห้ามมิให้พระองค์ไปอารามหลวง และทูลถามองค์ชายว่า ทรงภูมิใจหรือที่ทำลายพระองค์เองแบบนี้ เขาจ้องสังหารพระองค์ ทำไมไม่ใช้สติปัญญาบ้างพะย่ะค่ะ
องค์ชาย : ถ้าข้าเป็นกษัตริย์จูชินที่แท้จริง สวรรค์จะปกป้องข้า......เจ้าไม่เชื่อหรือ เจ้าคิดว่าข้าเป็นกษัตริย์จูชิน จริงๆหรือ...... ข้าเองยังไม่เชื่อเช่นกัน ข้ากำลังจะถามสวรรค์ ฮยอนโกได้แต่ อึกอักลังเล มัวแต่ เอ้ออ้า.. ทรงพระดำเนินจากไป ซูจินี และฮยอนโก จะทำอะไรได้ นอกจากเดินตาม ฮยอนโกครวญครางว่า
ข้าเชื่อ... แต่ว่า....



ที่อารามหลวง
ผู้นำแคว้นขอให้ตัดสินคดีปลงพระชนม์กษัตริย์ เสนาบดียอนสรุปว่า มันชัดเจนว่าหัวหน้าองครักษ์ ปลงพระชนม์กษัตริย์ ขโมยพระแสงดาบศักดิ์สิทธิ์ไปและส่งให้รัชทายาท มีพยานรู้เห็นมากมาย
เสียงองค์ชายดังขึ้นว่า นั่นถูกต้องแล้ว ข้าได้รับดาบของกษัตริย์จูมง จากหัวหน้าองครักษ์หญิง Kakdan ที่จงรักภักดีต่อเสด็จพ่อจนลมหายใจสุดท้าย นางยอมสละชีพเพื่อ ภารกิจสุดท้ายของเสด็จพ่อ ข้า ทัมด๊ก ผู้ซึ่งเป็นรัชทายาท ภายใต้เส้นทางบัญญัติแห่งสวรรค์ มาที่นี่เพื่อตอบคำถามของสวรรค์

Copyright @ Amornbyj & SUE

เรื่องย่อ ตำนานจอมกษัตริย์เทพสวรรค์ (ตอนที่ 9)


....ตอนที่ 9 ....

ที่พักลับฮวาเซิน
เสนาบดียอน นั่งดื่มน้ำชา ฟัง แทจังโร รายงานสถานการณ์ ว่าผู้นำทั้ง 3 แคว้น กำลังประชุมศึกพร้อมร่างที่อาบเลือดของลูกชายต่อหน้าบัลลังก์ ทหารม้าเหล็กปฏิเสธที่จะต่อสู้ และพวกเขาพูดบางสิ่งที่น่าสนใจ ว่าทหารราชองครักษ์อารักขาฝ่าบาทและรัชทายาท แต่ทหารม้าเหล็กปกป้องอาณาจักรโคคุเรียว
โซคีฮา แอบฟังอยู่นอกห้อง
เสนาบดียอน ถามถึงรัชทายาท
แทจังโร : "พวกเขาบอกว่าทรงอยู่กับพวกนักโทษที่หนีไป ทรงมีความตั้งใจรวบรวมกองทหารและกลับปราสาทโกกแน ทรงต้องการคุ้มครองเสด็จพ่อ"
แทจังโร เดินไปเดินมาและเหมือนจะรู้ว่า โซคีฮา แอบฟังอยู่ และพูดต่อว่า : "ไม่มีใครในปราสาทโกกแนสนับสนุนฝ่าบาท ไม่มีใครจะหลั่งน้ำตาให้กับความตายของพระองค์" แล้วก็ทรุดตัวลงนั่ง
เสนาบดียอน : "ท่านไม่เคยบอกมาก่อนว่าท่านต้องการสิ่งใดจากเรื่องนี้ มันอาจเป็นเพราะสิ่งนั้นมันไม่ใช่สิ่งที่ข้าจะให้ได้ใช่ไหม"
แทจังโร : "ข้าเคยบอกท่านแล้วความปรารถนาเดียวของเราก็คือรับใช้กษัตริย์แห่งจูชิน"
เสนาบดียอน : "แล้วท่านได้ประโยชน์อะไร"
แทจังโร ย้อนถามว่า : "เมื่อท่าน โฮแก ขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งจูชิน และกษัตริย์แห่งโคคุเรียว มันจะเป็นประโยชน์อะไรกับท่านหรือ ท่านรู้ว่าหน้าที่ของท่านก็คือพ่อของเขา เราก็รู้ว่า หน้าที่ของเราคือ ฮวาเซิน ในวันพรุ่งนี้เช้า กษัตริย์พระองค์ใหม่จะขึ้นครองราชย์ในโคคุเรียว"

ที่ข้างนอกของฮวาเซิน ซารยางและทหารชุดแดงของฮวาเซินเตรียมพร้อม
ที่พระราชวัง ในปราสาทโกกแน ทหารของฉวาเซินบุกเข้ามา ฆ่าทหารยามตายหมด มีคนหนึ่งพยายามกระเสือกกระสนหยิบเขาสัตว์ขึ้นมาเป่าบอกสัญญาณ ทุกคนในพระราชวัง ทั้ง ทหารของ 3 ผู้นำแคว้น ทั้งทหารราชองครักษ์ รวมทั้งเทวีพยากรณ์เอง ล้วนงุนงงว่า นี่เกิดอะไรขึ้น ใครบุกเข้ามา
ทหารราชองครักษ์เข้าประจำหน้าที่ พากันวิ่งไปที่วังหลวงที่ประทับ ถูกทหารฮวาเซิน บนกำแพง ซัดอาวุธลับเข้าใส่ เสียงหัวหน้าองครักษ์สั่งการ อารักขาฝ่าบาท รักษาการณ์ให้ดี แต่ทหารฮวาเซิน ก็รุกเข้ามาส่วนชั้นในของวัง ทีละชั้น ๆ ข้ามศพทหารองครักษ์ที่นอนตายกับพื้น เหล่าองครักษ์หญิงที่วิ่งเข้ามา ก็ค่อยๆล้มตายไปเรื่อยๆ หัวหน้าองครักษ์หญิงกองทหารที่ 3 ได้รับบาดเจ็บ แต่ก็พยายามถวายการป้องการและอารักขา ตามที่รับพระบัญชาขององค์ชาย คว้าธงมาโบกสะบัดเป็นอาวุธแทน แล้วสั่งผู้ช่วยองครักษ์หญิงด้วยกัน ว่า: "ข้าจะนำเสด็จฝ่าบาทไปสุสานหลวงเจ้ายืนเฝ้าจนกว่าข้าจะกลับมา"
โซคีฮา เปิดประตูห้องพักที่ตัวเองเหมือนถูกคุมตัวไว้ พบว่า หน้าห้องมีทหารฮวาเซิน เรียงรายเฝ้าอยู่ ก็ถอยกลับเข้าห้อง ยืนรวบรวม จิตใจ สติ สมาธิ ความมุ่งมั่น ของตัวเอง แล้วด้วยความรู้สึกที่รุนแรงภายในใจ โซคีฮา เหมือนมีพลังพิเศษ เท้าลอยจากพื้น และมีรัศมีเปลวเพลิง เมื่อออกจากห้องใหม่คราวนี้ ก็ไม่มีทหารฮวาเซิน คนใด จะขวาง โซคีฮา ได้ อีกแล้ว

องครักษ์ชาวโคมิล (ชื่อกัมดง) และองครักษ์หญิง กั๊กตัง เข้ามาถึงที่ประทับ
กัมดง : "ฝ่าบาท"
กั๊กตัง : "พวกเราจะอารักขาฝ่าบาทไปยังสุสานหลวงเพคะ"
กษัตริย์ ประทับยืนนิ่ง หลับพระเนตร
ที่ข้างนอกของที่ประทับกษัตริย์ วุ่นวายจากการอารักขาป้องกัน มีเสียงตะโกนสั่งการขององครักษ์ แต่ก็ถูกทหารฮวาเซิน ฆ่าตาย จนแทบไม่เหลือคนมีชีวิต แล้ว องครักษ์กัมดง กั๊กตัง ก็พากษัตริย์ ออกมาลานชั้นนอกที่ประทับ
โซคีฮา ในชุดขาวเสื้อคลุมดำ ข้ามศพเหล่าองครักษ์มาอย่างรีบร้อน สายตาสอดส่ายหากษัตริย์ แล้วก็ เหมือน นึกได้ว่า ควร จะไปยังที่ใด

กษัตริย์ และองครักษ์ 5-6 คน ก็รีบร้อนที่จะไปสุสานหลวง แล้ว ก็มีเสียงอาวุธอยู่เบื้องหลัง ทหารฮวาเซินรุกเข้าหา องครักษ์ ก็พยามยามคุ้มกันกษัตริย์สุดชีวิต โซคีฮา มาถึงพอดีจากทางเดินด้านข้างอีกด้าน แค่ยกเสื้อคลุมสีดำขึ้น ฟาดใส่ ทหารฮวาเซิน กลุ่มนี้ก็ล้มตายหมด แล้วซารยางก็พาทหารฮวาเซินอีกกลุ่มโผล่เข้ามา โซคีฮา หันไปมอง ทหารฮวาเซินที่มากับซารยางขยับตัวเตรียมพร้อม แต่ซารยางยกมือห้ามไว้ และปลดผ้าคลุมครึ่งหน้าออก มองสบตา โซคีฮา โซคีฮา ก้าวไปหากษัตริย์

เมื่อมาถึงสุสานหลวง กั๊กตังใช้กลไกเปิดประตูของห้องลับ กษัตริย์ก้าวพระบาทเข้าไปข้างใน เพียงพระองค์เดียว ทรงถามองครักษ์ ว่า "แล้วเจ้าล่ะ" องครักษ์ กราบทูลว่า : "สุสานหลวงแห่งนี้ เฉพาะเชื้อพระวงศ์เท่านั้นที่เข้าไปได้" แล้วหันไปทางโซคีฮา : "แล้วอนุญาตให้กับคนที่รับโองการแห่งสวรรค์อีกด้วย กรุณาปกป้องฝ่าบาท" โซคีฮา ก้าวเข้าในห้องลับ ประตูห้องลับเลื่อนปิด กั๊กตังออกมาสบทบผู้ช่วยอีก 2 คน นั่งเฝ้าด้านหน้า
เป็นฉากที่สื่อความถึง เลือดขัตติยะ ความรักลูก และภักดีต่อกษัตริย์จูชิน
กษัตริย์ ประทับนั่งใกล้แท่นบูชา : "ข้ารู้จักเจ้า เจ้าเป็นเพื่อนสมัยเด็กกับลูกข้า" ทรงยื่นพระหัตถ์ให้ โซคีฮาทรุดตัวลงคุกเข่าตรงหน้าพระพักตร์ฟังรับสั่ง : "เจ้ารักษาข้าตอนที่ข้าถูกวางยาพิษ แล้วเจ้าก็มาอยู่ที่นี่เพื่อช่วยชีวิตข้าอีก"
โซคีฮา ทูลตอบว่า : "หม่อมฉันมาปกป้องพระองค์และจะพาพระองค์ออกไป องค์รัชทายาททรงรอคอยฝ่าบาทอยู่เพคะ เราเตรียมการที่จะให้ทรงพบกัน"
กษัตริย์ : "ออกไป ออกไป ออกไปจากวังของข้าหรือ" ทรงประทับยืน : "เขาบอกให้เจ้าทำหรือ ให้เจ้ามาหาพาข้าไปพบเขา แล้ววิ่งหนี"
โซคีฮา : "ไม่เพคะ นี่ไม่ใช่สิ่งที่องค์ชายบอกหม่อมฉัน คนข้างนอกนั่น ไม่ได้ต้องการแค่ชีวิตของรัชทายาท แต่พวกนั้นต้องการพระชนม์ชีพของฝ่าบาทด้วย ฝ่าบาทต้องไม่ประทับอยู่ที่นี่อีกต่อไป"
กษัตริย์ : "วิ่งหนี เพื่อรักษาชีวิตตัวเองหรือ"
โซคีฮา : "นั่นเป็นสิ่งที่หม่อมฉันต้องการให้ฝ่าบาททำ หม่อมฉันอยากให้ฝ่าบาทออกจากวัง และทรงมีพระชนม์ชีพ ทีเป็นสุข"
กษัตริย์ : "วิ่งหนีแล้วอยู่อย่างมีความสุขกับเจ้าหรือ"
โซคีฮา : "ฝ่าบาทจะไม่ทรงปลอดภัยหากยังทรงประทับในปราสาทโกกแน ที่นี่สกปรกเกินไป หม่อมฉันจะคุ้มครองทั้งสองพระองค์ และออกไปจากที่นี่ เราไม่มีเวลาแล้ว เราต้องออกไปจากวังก่อนที่พระอาทิตย์จะขึ้นเพคะ "
กษัตริย์ : ทรงระบาย ปัสสาสะ (ลมหายใจออก) : "ข้าก็ปรารถนาที่จะเห็นด้วยกับเจ้า ทรงพระราชดำเนินผ่านหน้า" โซคีฮา : "เมื่อใดที่ข้าเห็นเจ้าทั้งสองอยู่ด้วยกัน หัวใจของข้าก็รู้สึกยินดี ทรงหยุดที่หน้าแท่นบูชา : หากว่าเจ้าทั้งสองออกไปได้และอยู่ด้วยกันอย่างเป็นสุข" แล้วทรงหยิบพระแสงดาบของกษัตริย์จูมงขึ้นมา ถอดดาบออกจากฝักมีเสียงกังวานดังขึ้น ดำรัสต่อว่า : "ดูนี่สิ นี่คือดาบศักดิ์สิทธิ์ของกษัตริย์จูมง" ทรงยกพระแสงดาบขึ้น : "หลายร้อยปีได้ผ่านไปแล้ว ฝักดาบก็ขึ้นสนิมเป็นปีๆ แต่ดูที่ใบมีดดาบ ยังส่องประกายอยู่เลย มันไม่น่าประหลาดใจหรือ" แล้วทรงลดพระแสงดาบลง
โซคีฮา เริ่มร้อนใจ : "คนข้างนอกมิใช่แค่ทหารธรรมดานะเพคะฝ่าบาทต้องรีบ ..." กราบทูลไม่ทันจบประโยค กษัตริย์ ก็ตรัสขัดจังหวะขึ้นว่า: "เจ้าเห็นแจกันตรงโน้นไหม กษัตริย์ยูริ (พระโอรสของกษัตริย์จูมงกับพระชายาแรก เยโซยา เป็นกษัตริย์องค์ที่ 2 ของราชวงศ์โคคุเรียว) ที่ทรงล่วงลับไปแล้ว ทรงนำมาจากพูยอ พระราชินี ยูฮวา (พระมารดากษัตริย์จูมง) ทรงทำด้วยพระองค์เอง เจ้าเอามาให้ข้าได้ไหม"
โซคีฮา งง กับพระดำรัส แต่ก็เดินไปหยิบแจกันขึ้นจากแท่นบูชา แล้วก็มีเสียง ฝักพระแสงดาบหล่นลงพื้น และมีเสียงดังของพระแสงดาบ เมื่อหันกลับมาก็ต้องตกตะลึง แจกันร่วงหล่นลงแตกกระจาย เพราะกษัตริย์ทรงใช้พระแสงดาบนี้แทงพระองค์เองที่พระอุระ โซคีฮา ปราดเข้าไปประคองกษัตริย์ที่ทรุดพระองค์ลงพื้น กษัตริย์ทรงหันมาทางโซคีฮา ตรัสว่า : "อภัยให้ข้าด้วยเด็กน้อย ลูกข้า...ผู้ซึ่งเกิดภายใต้ดวงดาวจูชิน ไม่ว่า เจ้า...หรือข้า...ก็หยุดโชคชะตานี้ไม่ได้ ลูกชายข้า ทัมด๊ก จะต้องไม่วิ่งหนีสิ่งใด เขาทำไม่ได้ เด็กน้อย…อภัยให้ข้า ที่แยกเขาจากเจ้า"
โซคีฮา ร้องไห้ : "ทำไม ทำไม ทำไมทรงทำเข่นนี้ฝ่าบาท" โซคีฮา ออกแรงดึงพระแสงดาบออก แล้ว พระแสงดาบก็หลุดออกกระเด็นตกลงพื้น โซคีฮา และกษัตริย์ ฟุบอยู่ที่พื้น องครักษ์ กั๊กตัง ได้ยินเสียงผิดปกติ ก็เข้ามา ปราดเข้าประคองกษัตริย์ โซคีฮา ร้องไห้ น้ำตาหลั่งไหลไม่ขาดสาย ได้แต่เรียก ฝ่าบาท องครักษ์ เอามือปิดแผลที่พระอุระของกษัตริย์ มีพระโลหิตท่วมพระอุระ กษัตริย์ ทรงมีพระดำรัสกับองครักษ์ อย่างยากลำบาก ขาดเป็น ห้วง ๆ ว่า : "ดาบ เอาไปให้รัชทายาท ดาบศักดิ์สิทธิ์ของกษัตริย์จูมง บอกรัชทายาทว่า ถ้าเขาต้องการแก้แค้นให้กับความตายของข้า เขาต้องเป็นกษัตริย์จูชิน เจ้าต้องส่งข้อความนี้ให้กับเขา"
โซคีฮา ร้องไห้ปิ้มว่าจะขาดใจเริ่มเข้าใจการกระทำของกษัตริย์ แต่ก็ได้แต่ร้องเรียก "ฝ่าบาท....ฝ่าบาท" (เหมือนจะตัดพ้อน้อยใจกษัตริย์ด้วยว่า ทำไมทรงทำกับหม่อมฉันเช่นนี้ )



กษัตริย์ สิ้นพระชนม์ องครักษ์วางพระศพลงที่พื้น หันไปมองพระแสงดาบของกษัตริย์จูมง แล้วคว้าดาบกระโจนหา โซคีฮา ตะโกนก้อง และฟาดฟันดาบเข้าใส่ โซคีฮา ลุกขึ้น เพียงแค่หลบไปหลีกมา แค่เพียงออกแรงสะบัดองครักษ์ ก็กระเด็นไปไกล โซคีฮา คุกเข่าข้างพระศพ กั๊กตัง ตะกายลุกขึ้นได้ตะคอกถามว่า : "มันเป็นใคร ใครให้เจ้าทำ เสนาบดียอนใช่ไหม พูดมา" แต่ โซคีฮา ไม่ใส่ใจ นั่งสะอึกสะอื้น กั๊กตัง ตะโกน : "ก็ได้ ก็ได้ ไม่ต้องตอบข้า ข้าจะฆ่าเจ้าก่อน แล้วค่อยถามวิญญาณของเจ้า ไม่ต้องบอกข้า" แล้วกระโจนพุ่งดาบเข้าหา โซคีฮา โซคีฮา เงยหน้า หลับตารอรับความตาย โซคีฮา หมดความสนใจว่า อะไรจะเกิดขึ้น
แทจังโร เข้ามา สกัด กั๊กตังก็ไม่ลดละในที่สุด กั๊กตังก็ถูก ดาบพุ่งเสียบ กระเด็นกองพื้นหมดแรงลุก เลือดท่วม
แทจังโร บอก โซคีฮา : "ไปกันเถอะ เขาตายแล้ว แล้วเจ้าก็ทำงานสำเร็จ" โซคีฮา ส่ายหน้า : "ไม่ใช่ข้า ข้าไม่ได้.." แทจังโร พูดขัด : "เจ้าทำงานที่ยากเย็นได้สำเร็จ" โซคีฮา งง แล้วก็รู้ความหมาย หันไปมององครักษ์ที่นอนจมกองเลือด มีดาบปักที่ไหล่ แล้วขยับตัวลุกขึ้น ถอยห่างพระศพ ตะโกนแบบคับแค้นใจ เสียใจ .กรีดร้อง "..ไม่... ไม่ใช้ข้า...ไม่ใช่ข้า"
แสงไฟที่จุดไว้ในสุสาน ลุกสว่างโพลงขึ้น แสงสว่างสาดส่องทั่วบริเวณสุสานหลวงนี้ รับเสียงกรีดร้องของโซคีฮา "ไม่.... ไม่ใช่ข้า... ไม่...ไม่ใช่ข้า"
แทจังโร เอามือวางบนไหล่ โซคีฮา โซค๊อา หมดสติ แล้วแทจังโร ก็อุ้ม โชคีฮา ออกมา กั๊กตัง ออกแรงดึงดาบออกจากตัว ที่ด้านนอก ทหาร ฮวาเซิน พากันวิ่งออกจากวังหลวง เหลือทิ้งไว้แต่ความมืดยามราตรีกาล ของคืนนี้ที่ปกคลุมทั่ววังหลวง
ซูจินีแอบเข้ามาในวังต้องตกใจกับบรรดาศพของทหารองครักษ์ แล้วก็พบกัมดง และ กั๊กตัง เมื่อถามถึงกษัตริย์ กั๊กตัง มีแต่เลือดและน้ำตา เป็นคำตอบ และ ร่ำร้องว่า "ข้าต้องไปเฝ้ารัชทายาท ข้าต้องส่งข้อความของฝ่าบาท" ซูจินีตอบว่า "รัชทายาทเสด็จไปปราสาทดัลจา" แล้ว ฮยอนโก ฮยอนยองก็เข้ามาเรียกหา ซูจินี ซูจินี "บอกว่าข้ามีเรื่องต้องทำ ข้าต้องไปปราสาทดัลจา" ฮยอนโก ห้ามว่า : "ไม่..ซูจินี คนของโคมิล จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องบ้านเมืองของโคคุเรียว" ซูจินี บอกว่า : "ถ้าเช่นนั้นท่านก็อยู่ห่างจากที่นี่ ข้าต้องไป แล้วหันมาบอกองครักษ์ว่า "เรารีบไป" พอเดินผ่านหน้า ฮยอนโก ก็หยุด แล้วเดินผ่านหน้าไป ฮยอนโก มองตาม แล้วเปลี่ยนเป็นวิ่ง เรียก ซูจินี : " แล้วถ้าเจ้าถูกจับเล่า เจ้าหลบหนีจากเรือนจำ เจ้าจะถูกลงโทษ ข้าจะกลายเป็นหัวหน้าไร้ประโยชน์ (บาซอนเรียก ฮยอนโก แบบนี้) คุ้มครองเจ้าไม่ได้" ซูจินี (คนฉลาดของเรา) ตะโกนขัดว่า "ถ้าเช่นนั้น ...คุ้มครองข้าสิ" แล้วทำท่างอน กับ ฮยอนโก ฮยอนโก สั่งให้ ฮยอนยอง พาองครักษ์กัมดง กลับไปหมู่บ้านโคมิล แล้วถาม ฮยอนยอง ว่า "ได้ยิน ซูจินีพูดแล้วใช่ไหม ข้ากำลังจะไปคุ้มครองลูกศิษย์ของข้า ข้าไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องบ้านเมืองของโคคุเรียว ข้าจะไปเดี๋ยวนี้ คุ้มครองกัมดงด้วย" แล้ว องครักษ์ผู้ช่วยหญิง 2 คน ก็ขี่ม้านำหน้า ฮยอนโก บังคับรถม้า มี ซูจินี นั่งข้าง กั๊กตัง นอนซม ในรถม้า ฮยอน โก บ่ นว่า
"มีคำพูดว่า หากท่านต้องการเป็นกษัตริย์ ก็เอาดาบไปจี้ที่กษัตริย์ แต่ที่นี่มีสิ่งผิดปกติ ที่โฮแก แห่งตระกูลยอน กษัตริย์จูชิน ร่วมมือกับฮวาเซิน ปลงพระชนม์กษัตริย์ โคคุเรียว บางสิ่งผิดปกติแน่นอน" ( หมายความว่า การชิงบัลลังก์จากกษัตริย์องค์ก่อนเป็นเรื่องธรรมดา แต่ที่ผิดปกติ คือยอนโฮแก) ซูจินี หงุดหงิด ที่อาจารย์ อืดอาด บอกสะบัด ๆว่า "เร็วหน่อย เรากำลังคลานอยู่ อาจารย์ก็แสนดี ไป ไป" แล้ว กระตุก เชือกบังคับม้าแรงๆ



องค์ชายไปถึงหน้าปราสาท โดยมีทหาร ฮวาเซิน ที่ยอนโฮแก นำมา ขี่ม้าไล่หลัง องค์ชายตะโกนขึ้นไปบนกำแพงประตูปราสาทว่า : "ข้าคือรัชทายาท ทัมด๊ก เปิดประตูให้เราเข้าไป" โซวดูรู สำทับซ้ำ ว่า "ศัตรูกำลังเข้ามาใกล้เปิดประตู" แต่กลายเป็น ทหารข้างบน กรูกันเข้าประจำที่
ผู้บัญชาการปราสาทดัลจา โผล่หน้าขึ้นมา : "ท่านบอกว่าเป็นรัชทายาทหรือ"
องค์ชาย : "เปิดประตูให้พวกเราเข้าไปก่อน เจ้าค่อยสอบถามทีหลัง"
ผู้บัญชาการ : "วางอาวุธของท่านก่อน บอกพวกของท่านให้วางอาวุธก่อน"
องค์ชาย : "เจ้าได้ยินที่ข้าพูดไหม ข้าคือรัชทายาท"
โซวดูรู : "พวกเราเป็นทหารของโคคุเรียว เราโยนอาวุธของเราไม่ได้หรอก" แล้ว โชจูโด ก็โผล่ หน้ามาอีกคน ก่อกวน องค์ชาย ให้ ทรงกริ้ว
ข้าคือ "โชจูโด แห่งเครุ ทรงจำได้หรือไม่ มีคำสั่งส่งไปทั้ง สี่ทิศของอาณาจักรของเราโดยอารามเทวีพยากรณ์และผู้นำทั้งสี่ (ยกเว้นแคว้นจุนโนของฮีกแก) คนที่พบพระองค์จะต้องจับพระองค์และริบอาวุธให้หมด ท่านผู้บัญชาการปราสาทก็แค่ทำตามคำสั่งเท่านั้น ทรงเข้าพระทัยหรือไม่พะย่ะค่ะ"




องค์ชายเหลียวพระพักตร์ทอดพระเนตรกลุ่มเงาของพวกที่ไล่ตามพระองค์มา ทรงสั่งให้ทุกคนลงจากหลังม้า เพื่อใช้ม้าเป็นเกราะกำบัง ส่วนพระองค์เอง ทรงม้าเข้าไปใกล้ประตูปราสาท ยกคันธนูขึ้นตรัสว่า : "ฝ่าบาททรงมอบคันธนูนี้ให้ข้าเมื่อ อายุ 13 ปี" ทรงยิงลูกธนูขึ้นไป ทั้ง 2 คนข้างบนหลบและร้องลั่น ทรงขว้างคันธนูทิ้ง ชักพระแสงดาบออกมา พุ่งขึ้นไปปักบนป้ายชื่อปราสาท กาง 2 พระหัตถ์ ออก : "เจ้ายังกลัวข้าหรือ ผู้บัญชาการดัลจา เปิดประตู"
โชจูโด บอกว่า "องค์ชาย อย่าทรงมีเล่ห์เหลี่ยมมีกองกำลังซุ่มอยู่อีกข้างหลังแนวไม้" และหลอกลวงผู้บัญชาการปราสาท เพื่อจะยึดปราสาทนี้ หันไปส่งสัญญาณผู้บัญชาการปราสาท แล้วก็มีลูกธนู ติดไฟ มากมายพุ่งลงมา เป็นแนว ที่แนวต้นไม้ ทำให้เห็น กองทหาร ฮวาเซิน ชัดขึ้น ผู้บัญชาการปราสาทคล้อยตามคำยุยงของ โชจูโด สั่งทหารให้เตรียมพร้อม มีเสียงเป่าเขาสัตว์ทันที
ยอนโฮแก ที่อยู่หลังแนวไม้ ขี่ม้าออกมา จากที่เดิม ปลดผ้าคลุมหน้าออกพูดกับทหารติดตาม (คงเป็น อิลซู)ว่า : "พ่อของข้าเป็นคนที่ฉลาดที่สุดในโลก เงื้อมมือของท่านแผ่มาถึงปราสาทดัลจา ระหว่างคนที่ฉลาดนั้นเหมาะสมจะเป็นกษัตริย์มากกว่าคนที่กล้าหาญไม่ใช่หรือ"
อิลซู ตอบว่า "ผู้บัญชาการปราสาทดัลจาคงไม่ยอมให้พวกเขาเข้าไป เราจะรอจนพวกนั้นหันกลับมาหรือ
แต่ยอนโฮแก ไม่รอ เราเริ่มต้นเดี๋ยวนี้" แล้วลูกธนูมากมายก็ยิงมาที่องค์ชายและเผ่าจุนโน องค์ชายทรงพระราชดำเนินเข้าหาที่มาของธนู แล้วองค์ชายก็ถูกลูกธนูของยอนโฮแก ยอนโฮแก ให้สัญญาณหยุดยิงธนู



รถม้าของ ฮยอนโก เข้ามาใกล้เห็นปราสาทอยู่เบื้องหน้า
และขุนพล โกอูซุง กับหน่วยทหารองครักษ์ ก็อยู่ไม่ไกล เท่าไร ขุนพลโก เห็น มีทหาร ถือสาร จึงให้ไปจับตัวทหารส่งสาร นั้นมา
ที่ปราสาทดัลจา องค์ชายพระราชดำเนินตรงไปที่ ยอนโฮแก ยอนโฮแก ชักดาบออกจากฝัก กระตุ้นม้าเข้ามาหาองค์ชาย เอาทวนปักลงที่พื้นข้างตัว องค์ชาย ใช้พระหัตถ์ กุมแผลที่ถูกลูกธนูปักอยู่ ทรงบอกว่า "หยุดเรื่องนี้เถอะ" ยอนโฮแก ถามว่า "หยุดอะไร" องค์ชาย ตอบว่า "ฆ่าข้าแล้วไปเสีย" ยอนโฮแกบอกว่า "มันสายไปเสียแล้ว" โซวดูรู : "รัชทายาททรงทำอะไร ทำไมต้องตรัสกับเจ้าสุนัขนั่นด้วย" โซวดูรูท่าทางโมโหจัด สะบัดจะให้หลุดจากที่ถูก ดัลโก และเจ้าคนตัวเล็ก จับแขนยึดไว้ ยอนโฮแก พูดต่อว่า : "พวกนั้นเห็นหน้าหม่อมฉันแล้ว หม่อมฉันไม่คิดว่าพวกนั้นจะร่วมมือกับหม่อมฉัน หม่อมฉันต้องปิดปากพวกเขาตลอดไป"
องค์ชาย ทรงเรียก : "โฮแก"
ยอนโฮแก ตวาด : "ตรัสมา" และตะโกนใส่พระพักตร์ : "ข้ากำลังฟังฆาตกรฆ่าแม่ของข้า องค์ชายทัมด๊ก"
องค์ชาย : "แก้แค้นให้แม่ของเจ้า ถ้าเจ้าเป็นนักรบโคคุเรียวจริง ถ้าเช่นนั้น เจ้าก็ทำด้วยตัวเอง"
ยอนโฮแก สวนกลับ : "อะไร"



องค์ชาย : "เจ้าไม่รู้ว่าจะสู้ด้วยตัวเองอย่างไรหรือ" โซวดูรู เรียก : "รัชทายาท" องค์ชายบอกว่า : "ไม่ต้องยุ่ง พวกเจ้าบอกว่าพวกเจ้าจะมอบชีวิตให้กับข้า" ยอนโฮแก แค่นหัวเราะ องค์ชายหักด้ามลูกธนูทิ้ง ยอนโฮแก ที่ทำท่าจะหัวเราะอีกหยุดหัวเราะ ก้มลงคว้าทวนยาวที่ปักพื้นข้างตัว ทหารของยอนโฮแก ขยับม้าเข้ามาใกล้ ยอนโฮแก หันไปบอก : "นี่คือสงครามของข้า ใครอย่าได้ยุ่งเกี่ยว" แล้วยอนโฮแก ก็ตะโกนและกระตุ้นม้าเข้าหาองค์ชาย ( คล้าย ๆ สมเด็จพระนเรศวร ของเรา ร้อง เชื้อเชิญ พระมหาอุปราชของพม่า ทำยุทธหัตถี เลย) โซวดูรู เรียก รัชทายาท แล้วก็โยน ทวนให้องค์ชาย องค์ชายรับทวนมา แล้วถูกยอนโฮแกตีล้มลง ยอนโฮแก จะเข้าซ้ำ แต่กลายเป็นองค์ชาย ตีม้าล้มลง ยอนโฮแก ล้มลงลุกขึ้นมา แล้วยอนโฮแก กับองค์ชายก็ต่อสู้ กันดุเดือด ตัวต่อตัว ด้วยเพลงทวน ที่ยอนโฮแกสัดทัดจัดเจน แต่องค์ชายก็ไม่ด้อย ผลัดกันรุกผลัดกันรับ รถม้าเข้ามาใกล้จนเห็นการต่อสู้ ฮยอนโก และซูจินี ลงมา เขม้นมอง ว่าเป็นใคร แล้ว ซูจินี ก็ อ้าปากจะร้อง ฮยอนโก ต้องเอามือตัวเองมาปิดปาก ซูจินี องครักษ์กั๊กตัง ลุกขึ้น มาดึงสายบังเหียน รถม้า ก็วิ่งเข้าสู่ที่มีการต่อสู้ ซูจินี ว่องไวตามเคยกระโดดขึ้นท้ายรถม้าทัน ฮยอนโก วิ่งตาม แล้วก็หยุดถามตัวเองว่า "ข้าต้องตามพวกเขาหรือ"

รถม้าวิ่งเข้ามาถึงตรงที่ต่อสู้ มีเสียงตะโกน หยุด แล้ว ซูจินี ที่กลิ้งตัวลงมาจากรถม้า ก็เอาลูกธนู จี้คอ ยอนโฮ แก ทหารของฮวาเซิน ขยับม้าเข้ามาทันที ซูจินี บอกว่า "บอกพวกเขาให้หยุด นี่มันลูกธนูอาบยาพิษ ท่านรู้ไหมถ้าข้ากลัวมือของข้าก็จะสั่น" (เข้าใจหลอกและขู่ยอนโฮแก) องครักษ์หญิงกั๊กตังลงมา องค์ชาย ทรงแปลกพระทัย ที่เห็นองครักษ์ กั๊กตัง เนื้อตัวบาดเจ็บเปื้อนเลือดขนาดนั้น
กั๊กตังทูลว่า หัวหน้าองครักษ์กองทหารที่ 3 ขอส่งสาสน์สุดท้ายของฝ่าบาท แล้วยกพระแสงดาบของกษัตริย์จูมงถวาย ทูลต่อว่า "นี่คือดาบศักดิ์สิทธิ์ของกษัตริย์จูมง ฝ่าบาททรงขอให้หม่อมฉันนำมาถวายกับพระองค์และทรงบอกให้หม่อมฉัน ส่งกระแสพระราชดำรัสสุดท้ายมายังพระองค์"



องค์ชายร้อนพระทัยเข้ามาจับไหล่ กั๊กตังอย่างแรง พระดำรัสสุดท้ายอะไร
กั๊กตัง: "ฝ่าบาทตรัสกับหม่อมฉันขณะกำลังจะสิ้นพระชนม์" องค์ชายตกพระทัย กั๊กตัง ทวนความ "ทรงต้องการให้หม่อมฉันนำกระแสพระราชดำรัสสุดท้ายมายังพระองค์ ขอให้พระองค์เป็นกษัตริย์จูชิน และอาณาจักรนี้" องค์ชาย แทบขาดพระทัย : "ทรงสิ้นพระชนม์แล้ว ใคร เสด็จพ่อของข้าหรือ"
กั๊กตัง : "ทรงถูกไล่ล่าโดยศัตรู และทรงซ่อนพระองค์ในสุสานหลวง ทรงอยู่ที่นั่นพร้อมกับนักพรตหญิง แต่นักพรตหญิงนั่น ปลงพระชนม์ฝ่าบาท"
องค์ชาย : "นักพรตหญิง".
กั๊กตัง : "ทรงเชื่อนาง แต่นางกลับปลงพระชนม์ฝ่าบาท นางชื่อ คีฮา.. "
องค์ชาย ตกพระทัยและ ยอนโฮแก ก็ตกใจไม่แพ้กัน องค์ชาย : "โกหก"
กั๊กตัง : "หม่อมฉันเห็นด้วยตาของหม่อมฉันเองว่า นางแทงฝ่าบาท" (นี่คือตัวอย่างของความเป็นจริงว่า สิ่งที่เห็นอาจไม่เป็นอย่างที่เห็น สิ่งที่ได้ยิน อาจไม่ใช่เรื่องที่ได้ยิน สรุป คือ อย่าเพิ่งด่วนสรุปสิ่งที่เห็น สิ่งที่ได้ยิน ต้องดู และฟังองค์ประกอบให้ละเอียดถี่ถ้วน ภาพที่กั๊กตังเห็น โซคีฮา ช่วยดึงดาบออก ไม่ใช่แทง แต่เพราะตกใจจึงไม่ได้วิเคราะห์ว่าภาพที่เห็นคืออะไรแน่)
องค์ชาย พระทัยร้ายมากที่ผลัก กั๊กตังล้มลง แล้วยังใช้พระแสงดาบจี้คอกั๊กตัง : "ใคร ใครบอกให้เจ้าโกหกเช่นนี้" กั๊กตังอุตส่าห์เก็บลมหายใจสุดท้ายของตัวเอง จนมาถึงได้พบองค์ชาย เมื่อเงยหน้าจากท่าที่ล้มลงได้ทูลองค์ชายว่า : "หม่อมฉันนำสาสน์มาส่งพระองค์ขอให้ทรงเป็นกษัตริย์แห่งจูชิน ทรงได้ยินไหมเพคะ เมื่อทรงได้ยิน หม่อมฉันก็ได้ทำงานสำเร็จแล้ว" แล้วก็ล้มลงสิ้นใจ องค์ชายทิ้งดาบทรุดองค์ลงทรงพลิกกั๊กตัง ตรัสว่า "ดูนี่ ดูข้าสิ" แต่กั๊กตัง ไม่สามารถ ทำตาม คำร้องขอนี้ได้เสียแล้ว

ซูจินี ก็ตกใจซ้ำสองลดมือที่ใช้ลูกธนูบังคับ ยอนโฮแก ลง ยอนโฮแก ค่อย ๆ ก้าวถอย ออกมา พอพ้นรัศมี ฉับพลันทันใด ลูกธนู ก็แหวกอากาศ มาที่กลุ่มขององค์ชายราวห่าฝน สัญชาติญาณ ของซูจินี ( ถูกปลุกเป็นครั้งที่ 3 แล้วมั้ง ไม่แน่ใจ) และความปราดเปรียวประจำตัว โผเข้าไปชนองค์ชายล้มลง เอาร่างตัวเอง คร่อมบังธนูให้องค์ชาย แล้ว จุนโน คนอื่นๆ ทุกคน เอาตัวล้มลง บังธนูให้องค์ชาย ซ้อนทับ ซูจินี โซวดูรู ลุกขึ้นมา ทั้งที่ถูกธนูมีลูกธนูเสียบอยู่ โซวดูรู เอาตัวเองรับลูกธนู ที่พุ่งเข้ามา แล้วก็ค่อยๆ ล้มลงสิ้นใจ ฮยอนโก ตกใจ ส่วนม้าของฮวาเซิน ก็ค่อยๆ ขยับล้อมเข้ามาใกล้ และแล้ว ไม้เท้าฮวันมู สัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์เต่าดำ เริ่มสั่น และก็เริ่มมีประกายสว่างจ้า ในขณะเดียวกัน ที่กลางลานที่องค์ชายและจุนโนล้มทับกันก็เกิดแสงสว่างเจิดจ้า บาดตาบาดใจผู้พบเห็น ล้อมรอบบริเวณ ที่องค์ชายล้มลง สายตาทุกคนในที่นั้น ไม่อาจมองแสงสว่างเจิดจ้านี้ได้ ทุกคนต้องหลับตา ยกมือปิดตา และเหมือนอยู่ในท่าทางค้างอยู่แบบนั้น มีแต่ ฮยอนโก ตกตลึง และก็มีแต่ ฮยอนโก เท่านั้น ที่สู้แสงนี้ได้ ฮยอนโก ในมือถือไม้เท้า ที่ส่องแสงเหมือนที่กลางลานนั้น ค่อยๆ เดินเข้าสู่ลานที่สว่างจ้าดังกล่าว ฮยอนโก แว่วเสียงของหัวหน้าคนก่อน : "เมื่อกษัตริย์จูชินทรงรู้สึกพิโรธอย่างรุนแรง สัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์เต่าดำ ก็จะฟื้นคืนมา เวลาจะหยุด จะมีเพียงหนึ่งในที่นั้นที่ฟื้นขึ้นมาในเวลานั้น ผู้ชายคนนั้นก็คือกษัตริย์จูชิน"

ทุกคนที่ล้ม บ้างตาย บ้างหมดสติ มีแต่ องค์ชายประทับนั่งอยู่พระองค์เดียวในท่ามกลางคนพวกนั้น องค์ชายเหลียวไปรอบ ๆ พระองค์ แล้วประทับยืนขึ้น ฮยอนโก เดินมาถึงหน้าพระพักตร์ ทูลว่า "หม่อมฉันเป็นหัวหน้า คนที่ 72 ของเผ่าโคมิล ชื่อ ฮยอนโก เต่าดำ ฟินิกซ์ มังกรน้ำเงิน และเสือขาว ในบรรดาผู้พิทักษ์ทั้งสี่ หน้าที่ของเต่าดำ จะเป็นผู้พบกับกษัตริย์จูชินก่อนใครอื่น พวกเราได้เก็บสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์มาเป็นเวลา กว่า 2 พันปี ตอนนี้เราได้พบกษัตริย์จูชินแล้ว เราชาวโคมิลของเต่าดำ ขอคาราวะต่อพระองค์พะย่ะค่ะ
แล้ว ฮยอนโก ก็ค่อยๆ ทรุดตัวลงคุกเข่าคำนับกษัตริย์ จูชิน"

ส่วนขุนพลโก ที่ขี่ม้าในแนวป่านั้น นายทหารรองข้างๆ ตัว รายงานว่า "ถ้าเราขี่ม้าขึ้นไป เราจะไปถึงหุบเขาฮาตา ถ้าเราลงไปก็จะพบปราสาทดัลจา" ขุนพลโก ตัดสินใจไปปราสาทดัลจา เพราะคนถือสารที่จับได้ระหว่างทางกำลังจะไปปราสาทดัลจา แล้วในรุ่งเช้า กองทหารของ ขุนพลโก ก็สวนทางกับ กองทหารฮวาเซิน ที่มี ยอนโฮแก นำหน้า บริเวณที่ราบเชิงเขาแต่ต่างฝ่ายไม่สนใจกัน เมื่อขุนพลโก ไปถึงหน้าปราสาทดัลจา ก็พบศพคนของแคว้นจุนโน และองครักษ์หญิง นอนเรียงรายเป็นระเบียบ โดยเฉพาะศพของ กั๊กตัง มีฉลองพระองค์ขององค์ชาย คลุมให้ คนของแคว้นจุนโน เหลือพียง ดัลโก ลูกชายคนที่สอง ของฮีกแก นั่งร้องไห้ ผู้บัญชาการปราสาทดัลจา เข้ามารายงาน ว่า เพราะ โชจูโด บอกไม่ให้เปิดประตูรับรัชทายาท ขุนพลโกไม่สนใจซักถามเรื่องราว ใจมุ่งแต่เป็นห่วงองค์ชายถามว่า "รัชทายาท ทรงอยู่ไหน" ดัลโก ตอบว่า "ทรงไปแล้ว เมื่อข้าฟื้นขึ้นมา ก็ทรงหายไปไร้ร่องรอย ไม่มีใครเห็นพระองค์ ทรงจัดศพ ไว้แบบนี้" ผู้บัญชาการปราสาททรุดลงที่พื้น บอกว่า "ทรงเขียน อักษร ไว้ที่พื้น" (เหนือศพที่วางเรียงไว้) เป็นอักษรโบราณ เมื่ออ่านได้ใจความว่า "บุคคลผู้จงรักภักดีต่อจูชินได้สละชีพเพื่อช่วยชีวิตกษัตริย์ของพวกเขา"
ที่สุสานหลวง เสนาบดียอน ยืนหยุดมองพระศพกษัตริย์ที่อยู่บนพื้นสุสาน เลือดท่วมพระวรกาย สายตามิได้ดีใจที่ทรงสิ้นพระชนม์เลย

ดัลบี มาอยู่กับบาซอน ที่โรงตีเหล็ก เอาแต่ร้องไห้ ไม่กินอาหาร ไม่ว่า บาซอนจะปลอบจะขู่ ดุ หรืออ้อนวอน แทจังโร และเสนาบดียอน ได้ฟังรายงาน อย่างละเอียดของโชจูโด แทจังโร ออกมาจากห้อง ทวนข้อความที่ โชจูโด เล่าถึงอักษร โบราณ ซึ่งซารยางก็ได้คัดลอกมาให้แทจังโร แทจังโร ครุ่นคิด กับเรื่องเหล่านี้ ซารยางยังรายงานต่อว่า ยังมีชายอีกคนที่หายตัวไปพร้อมทัมด๊ก พร้อมกับแสงสว่างในคืนนั้น คำจารึกอาจทำโดยเขา แทจังโร ให้ไปสืบว่า เขาเป็นใคร เขาอาจเป็นหนึ่งในผู้พิทักษ์สัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ ซารยางถามว่า "ท่านคิดอย่างไร มันอาจจะมีผู้รับสืบทอดกษัตริย์จูชินอีกคนหรือ" แทจังโร ครุ่นคิดในเรื่องนี้



ส่วนเสนาบดียอน ที่ นั่งฟัง โชจูโด พูด ไม่จบ เรื่องแม้ แทจังโร จะออกจากห้องนั้นไปแล้ว โชจูโด รู้สึกสงสัย ไม่ใช่ โฮแก หรอกหรือที่เป็นกษัตริย์จูชิน แล้วทำไมถึงได้มีแสงส่องสว่าง และยังคำจารึกพวกนั้นอีก "ทำไมถึงได้บอกว่า ทัมด๊ก คือกษัตริย์จูชิน" เสนาบดี ยอน เริ่ม ไม่พอใจ และขู่ โชจูโด ว่า "ถ้าข้าได้ยินข่าวลือประหลาดในปราสาทโกกแน ท่านเป็นคนแรกที่ต้องรับผิดชอบ" โชจูโด บอกว่า "ข้าจะไปควบคุมคนอื่นได้อย่างไร พวกเขาเห็นแสงสว่าง พวกเขาเห็น" เสนาบดียอนตอบว่า "นั่นแหละข้าถึงบอกว่าท่านต้องรับผิดชอบ ท่านต้องจัดการกับคนที่ปราสาทดัลจา ผู้บัญชาการปราสาทดัลจาอาจจะต้องการรู้สิ่งที่เขาได้เห็นในคืนนั้น" แล้วออกจากห้องไป โชจูโด ตะลึง บ่น อะไร นั่น แต่มันยังมีคำจารึกอีกด้วย



ในอารามหลวง นักพรตหญิงทำพิธีสวดมนต์ ส่วนในตลาด ก็มีทหาร ประกาศด้วยขบวนงานศพชุดขาว ว่า กษัตริย์สิ้นพระชนม์ ประชาชนพากันเศร้าโศก ฮยอนยอง ได้ยินได้ฟังข่าวลือ ต่างๆ ที่พูดกันต่อๆ ว่า "รัชทายาททรงเสียพระสติ ลักพาตัวและฆ่าลูกชายผู้นำแคว้น และยังฆ่ากษัตริย์ พ่อของตัวเอง เพราะอยากเป็นกษัตริย์เสียเอง สภาต้องการให้ ยอนโฮแก ขึ้นครองราชย์"

ฮยอนโก พา องค์ชาย กลับมายัง หมู่บ้านโคมิล พร้อมซูจินี มีการเรียกชุมนุมศิษย์


เมื่อไปถึง ฮยอนโก ลงจากรถม้า เข้าไปยืนกลางลานของหมูบ้าน หันหน้ามาทูลองค์ชายที่ยังประทับในรถม้าว่า "สองพันปีมาแล้ว ท่านฮวานอุงได้เสด็จกลับสู่สวรรค์ พวกเราได้ดูแลรักษาสัญลักษณ์เต่าดำ และรอคอยที่จะคืนให้กับกษัตริย์"

ซูจินี ทูลให้องค์ชายเสด็จลงไปที่ลาน เมื่อพระราชดำเนินถึงลาน ฮยอนโก ทูลต่อว่า "ลูกศิษย์ของโคมิล ขอคำนับกษัตริย์จูชิน" องค์ชาย ทรงถอดพระมาลาไม้ไผ่สานออก ศิษย์โคมิล ทุกคน คุกเข่าลง ถวายคำนับ องค์ชาย แย้มพระโอษฐ์ ให้กับศิษย์โคมิล บรรดาศิษย์ ก็เงยหน้ามององค์ชายอยู่เหมือนกัน

Copyright @ Amornbyj & SUE

Saturday, May 3, 2008

เรื่องย่อ ตำนานจอมกษัตริย์เทพสวรรค์ ( ตอนที่ 8 )


ตอนที่ 8
ที่พำนักลับฮวาเซิน
ยอนโฮแกดีใจหน้าชื่นที่เห็น โซคีฮา กลับมาตามสัญญา แต่แล้วก็เหมือนดอกไม้บานถูกน้ำร้อนราดรด เมื่อโซคีฮา มีเรื่องขอร้อง ยอนโฮแก บอกว่า ผู้พิทักษ์ต้องได้ทุกอย่างที่ต้องการ ข้าไม่แน่ใจว่าท่านจะกลับมา ข้ารู้ว่า ท่านและรัชทายาทเป็นเพื่อนกัน โซคีฮา ตอบว่า เราไม่ใช่เพื่อน ทรงเป็นคนที่ข้ารัก ทรงเป็นคนที่ข้าปรารถนาในชีวิต ข้าหวังว่าท่านจะหาใครที่เหมาะสมกว่าที่จะเป็นผู้พิทักษ์หัวใจฟินิกซ์ ข้าไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้พิทักษ์ ไม่ว่าจะเป็นผู้พิทักษ์หรืออาณาจักรจูชิน มันไม่มีความหมายกับข้า พวกนั้นไม่มีค่าสำหรับข้า
ยอนโฮแก หน้าเศร้า ถามว่า ใครๆก็เป็นผู้พิทักษ์ได้หรือ เป็นเจ้าของหัวใจฟินิกซ์ได้หรือ ตอนที่ท่านกล่าวต่อหน้าคนอื่น ในฐานะข้าเป็นกษัตริย์ มันไม่มีความหมายเช่นนั้นหรือ โซคีฮา ตอบว่า ข้าทำเพื่อช่วยเขา ข้าทำอะไรก็ได้ทั้งนั้นเพื่อเขา ท่านไปเป็นกษัตริย์ กษัตริย์ของโคคุเรียว เป็นกษัตริย์ของจูชิน ปล่อยข้าไปกับเขา ท่านจะไม่ได้เห็นเขาอีก ท่านจะไม่ได้ยินเรื่องเขาอีก
โถ ยอนโฮแก เดินเซซังออกมาจากห้อง


โซคีฮา ขอให้ ซารยางช่วย ทีมโปโลสีดำ ซารยางไปว่าจ้าง ทหารรับจ้าง จูมูชิ จูมูชิ บอกข้อแม้การรับงาน 3 ข้อ แต่ก็ยอมรับเงินถุงใหญ่เมื่อรู้ว่า ให้ไปช่วย ทีมโปโลสีดำ และต้องช่วยก่อนพระอาทิตย์ตกดิน ซารยางบอกว่าข้ามีเหตุผลที่ทำให้ลงมือเองไม่ได้ แล้วซารยางก็ไปรายงาน โชคีฮา ว่า ทีมโปโลสีดำจะมีคนมาช่วยใน 1 ชั่วโมง และได้แจ้งไปที่เผ่าจุนโนแล้ว พวกจุนโนจะไปที่ชายแดน และนำรัชทายาทกลับไปจุนโน แต่แล้วความนี้ก็ไม่รอดพ้น แทจังโร แทจังโร ใช้อาคม ลงโทษซารยางล้มลุกคลุกคลานเลือดกลบปากในห้องพิธี ถามว่า เจ้าคิดว่านั่นจะช่วยฟินิกซ์หรือ



จูมูชิ ส่งมันดัก ไปสอดแนม มันดัก ส่งสัยว่า มันไม่แปลกหน่อยหรือ ไปช่วยคนกลางวันแสกๆ เราควรจะรอให้มืดสักหน่อย จูมูชิ ตอบว่า ตอนกลางวันจะมียามน้อยกว่า พยามยามอย่าฆ่าใคร เอาแค่หมดสติก็พอ มันดัก ทวนความ เราต้องช่วยชีวิตในเวลากลางวัน และห้ามฆ่าพวกเขาอย่างนั้นหรือ จูมูชิ บอกว่า ครอบครัวใหญ่นี้อาจเป็นลูกค้าของเราในวันหน้า และไม่มีประโยชน์ที่จะเอาชีวิตกัน
ฮยอนโก และฮยอนยอง มาหา บาซอน เพื่อจะจ้าง จูมูชิ เช่นกัน บาซอน บอกว่ามีคนจ้างพวกเขาแทนหัวหน้าที่ไร้ประโยชน์ แล้ว ฮยอนโกถ ามว่า บาซอน จ้างหรือ บาซอน ตอบว่า ข้ากำลังจะทำ แต่ว่าเผ่าจุนโน ส่งคนมาที่นี้พร้อมกับเงินถุงใหญ่ ฮยอนโก แทนที่จะดีใจกลับตกใจ วิ่งอ้าวออกไป และบอกว่า นี่เป็นกับดัก ( ในเรื่องนี้ ฮยอนโก เป็นคนฉลาด สุขุมรอบคอบ ซ่อนตัวตนที่แท้จริงในคราบคนติ๊งต๊องนิดๆ เป๋อเหล๋อ อีกต่างหากขอบอกกล่าวไว้ตรงนี้เลย พอฟัดพอเหวี่ยงกับ แทจังโร )


ดัลบี เป็นภรรยาหัวหน้านายทหารคนหนึ่งของบ้านตระกูลยอน มีหน้าที่ดูแลอาหารนักโทษ หิ้วตะกร้าอาหาร มาเจอสามีพอดี และตามสามีเข้าไปที่คุมขัง นายทหารเข้ามาก่อนแล้วก็ต้องตกใจ ที่มีทหารยามถูกฆ่าตาย แล้ว สามี ของ ดัลบี ก็ถูกซารยางฆ่าตายเช่นกัน ดัลบี ที่ตามมาเห็นศพสามี ก็ตกใจ ทิ้งตะกร้าลงพื้น ซารยางที่กำลังจะออกไปได้ยินเสียงจึงพุ่งดาบใส่ตั้งใจจะฆ่า ดัลบี อีกคน แต่แล้วก็มีเศษวัตถุ กระทบดาบจนเปลี่ยนทิศทาง ซารยางมองหาที่มาของเศษวัตถุนั้น แล้วก็สบตากับสายตา ซูจินี ข้างนอกนั้น จูมูชิพยายามบุกเข้ามา ซารยางล้วงอาวุธลับจากอกเสื้อขว้างไปที่ ดัลบี อีก ดัลบี ยกสองมือกุมหัวตัวเองว่าคราวนี้ต้องตายแน่ๆ แล้ว อาวุธลับก็เปลี่ยนทิศทางอีก ซารยางเหลียวขวับมอง ซูจินี ซูจินี ย่อตัวหยิบหยิบเศษหินมาเตรียมพร้อมไว้ ซารยางจะซัดอาวุธลับเป็นครั้งที่ 2 แต่แล้วก็เปลี่ยนใจ เมื่อได้ยินเสียง... หัวหน้า..... ดูนี่ ซารยางคว้าแท่งเทียนขว้างเข้าไปตกลงพื้นแล้วเดินออกมา แอบทิ้งสัญลักษณ์เผ่าจุนโน ไว้ที่พื้น เกิดไฟไหม้ในห้องขัง แล้วซารยางก็ตะโกนว่าคุกแตก คนของจุนโนแหกคุก ซูจินี เห็นไฟลุกกลับเหมือนคนถูกสะกดจิตยืนนิ่ง โซวดูรู (บุตรชายคนโตของ หมู่บ้านฮักคู แคว้นจุนโน) ต้องถอดเสื้อคลุมให้ แล้วเอา ซูจินี พาดหลังพาหนีออกมา ทหารบ้านตระกูลยอน กรูกันเข้ามาขวาง จูมูชิ บ่นว่า เราได้ค่าจ้างไม่พอสำหรับเรื่องนี้ จูมูชิ เอ๋ย ชีวิตของเจ้าเต็มไปด้วยความสูญเสียเสมอ (จูมูชิ คนนี้งกเงิน ) แล้วก็บอกทหารบ้านตระกูลยอนว่า พวกเราไม่อยากฆ่าใคร ฉะนั้นถ้าอยากมีชีวิตถอยไป แต่ทหารบ้านตระกูลยอนไม่ฟัง จูมูชิ สู้ไปถอยไป แล้วก็บอกพรรคพวกว่า ข้าบอกแล้วใช่ไหมว่าไม่ให้ฆ่าใคร ลืมที่ข้าพูดเสีย

ซูจินี ที่ถูก โซวดูรู ช่วยออกมา ตื่นจากภวังค์เมื่อเห็นการต่อสู้ สะบัดเสื้อ โซวดูรู ที่คลุมหัวออกไป ตะโกนว่า มันจุดไฟต่อหน้าข้า แล้วก็ถลาเข้าไปแย่งดาบมาจากทหารบ้านตระกูลยอน เข้าไปร่วมวง จนหลังมาชนกับจูมูชิ จูมูชิคว้าซูจินีไว้ บอกให้หนีไปพร้อมคนอื่น แล้วจูมูชิ ก็บอกลูกน้องว่า ข้าจะไปเจอพวกเจ้าข้างนอก จูมูชิ หนีออกมา แล้ว ลั่นดาลประตูบ้านตระกูลยอนจากข้างนอก บาซอน และ ฮยอนโก บังคับรถม้าเข้ามา บาซอน กระโดดลงมากอด ซูจินี แบบรักและห่วง จูมูชิ ตะโกนว่า ไม่มีเวลากอดกันแล้ว ขึ้นมาเร็วๆ พวกทีมโปโล รีบขึ้นรถม้า จูมูชิ ยืนคอยพรรคพวก แล้ว มันดัก ก็พาพรรคพวกทหารรับจ้าง ปีนไต่ต้นไม้ กระโดดข้ามออกมานอกกำแพงบ้าน ทหารบ้านตระกูลยอน เปิดประตูบ้านออกมาไม่ได้ เพราะจูมูชิ ลั่นดาล จากข้างนอก


ที่พักลับ ฮวาเซิน
แทจังโร ยืนอยู่หน้า โซคีฮา : ถ้ามีบางอย่างเกิดขึ้นกับชายคนที่เจ้าบอกว่ารัก ข้าเตือนเจ้าแล้วว่ามันเป็นความผิดของเจ้าเอง เจ้าวางแผนจะส่งรัชทายาท ทัมด๊กไ ปจุนโน แล้วเจ้าจะตามเขาไปที่นั่นหรือ เจ้าคิดจะทิ้งฮวาเซิน และฟินิกซ์หรือ เจ้าคิดจะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขหรือ แทจังโร อ้อมไปข้างหลังกางสองมือตัวเองเกาะไหล่ โซคีฮา ทำเสียงพ่อมดหมอผี เจ้าต้องการเอาเชือกไปแขวนเขาหรือ แต่.....ข้าจะตัดเชือกนั่นเอง ข้าจะดูแลกษัตริย์และรัชทายาทพร้อมๆกัน แล้วก็อ้อมมาข้างหน้า โซคีฮา รัชทายาททัมด๊ก จะไม่มีโอกาสได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นในวันพรุ่งนี้ โซคีฮา ที่นั่งนิ่งมาเหมือนไม่รับรู้มาตลอด ดวงตาเริ่มไหววูบ แทจังโร พูดต่อ เจ้าเคยถามข้าครั้งหนึ่ง... เจ้าเคยถามว่า ข้าอายุเท่าไร แทจังโร หลับตาลง คำรามเสียงในลำคอ มันนานเหลือเกิน...นานจนข้าจำไม่ได้ คนนับไม่ถ้วนเกิดและตายในช่วงอายุของข้า ข้าจำได้เพียงสิ่งเดียว ข้าจำคาจินได้ ผู้หญิงที่โง่เขลา ที่สูญเสียพลังแห่งไฟ และเสี่ยงทุกอย่างเพื่อความรัก...มีภาพคาจินใช้ดาบที่มีเพลิงไฟ พุ่งเข้าหาเทพฮวานอุง และ... คาจิน หงายหลังลงหน้าผา.....ข้าจำได้ว่า พวกเราคนของโลกอยู่กันอย่างไรหลังจากนั้น (ทำเสียงสะกดจิตเชียว แหบๆ แต่มีพลัง เสียงแบบนี้ ชอยมินซู คนแสดง ทำได้คนเดียว) คีฮา......เจ้าต้องการให้พวกเรา อยู่เช่นนั้นอีกหรือ นั่นคือสิ่งที่เจ้าที่เจ้าต้องการหรือ...
โซคีฮา ไม่ตอบความใดๆ นิ่งเงียบอย่างเดิม มีเพียงสายตาที่สื่อว่ารับรู้เรื่องที่ แทจังโร พูดมา

ที่โรงตีเหล็กของ บาซอน ฮยอนยอง มารายงาน ฮยอนโก ที่ห้องลับเช่นกัน ว่าบานประตูทั้ง4 ปิด มีทหารรักษาการณ์นับไม่ถ้วน โดยเฉพาะทิศเหนือ มียามรักษาการณ์เป็น 2 เท่า และมีกองทหารม้าเหล็ก จูมูชิ บอกว่า ใจเย็น บาซอน จะพาพวกเราผ่านประตูทิศใต้ได้ โซวดูรู ค้านว่า แต่หมู่บ้านนั่นอยู่ทางทิศเหนือจากที่นี่ จูมูชิ : จากประตูทิศใต้ใช้เวลาแค่ 1 ชั่วโมง พารัชทายาทของเราไปที่จุนโน และนั่นเป็นหน้าที่ของข้า
โซวดูรู เห็น ซูจินี นั่งนิ่งก็เป็นห่วง บอกว่า พักผ่อนนะแล้วอย่าละเมออีก ซูจินี ยกมือทำท่าว่ารู้แล้วรู้แล้ว
ในห้องเหลือแต่ ซูจินี ฮยอนโก ฮยอนยอง ฮยอนยอง บ่นว่า มีใครบางคนเจตนาปล่อยข่างลือผิด ๆว่า ผู้นำของจุนโนเอาคนบุกเข้าไปช่วยคนของเขาในเรือนจำ ข่าวลือไปทั่ว ท่านรู้ไหมว่าเป็นใคร ฮยอนโก ย้อนว่า: ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร ข้าเพิ่งรับรู้จากเจ้า ทำไมเพิ่งบอกตอนนี้ อา.... ซูจินี เจ้าคิดว่าใครอยู่เบื้องหลัง แล้วทั้งสองคนก็ตกใจ ซูจินี หายไปจากตรงที่นั่ง


ซูจินี เจอ จูมูชิ จูมูชิ รู้ว่า ซูจินี จะไปชายแดน บอกว่า ไม่ว่าอย่างไรมันยากเกินไปสำหรับเจ้าที่จะไปชายแดนด้วยตัวเอง เพราะฉะนั้น........พูดไม่จบ ซูจินี ที่คล่องแคล่วปราดเปรียว ก็วิ่งไป เสียแล้ว จูมูชิ ได้แต่บ่น ข้าจะทำอย่างไรกับเด็กนี่ดี
ทหารบ้านตระกูลยอนสำรวจเพลิงไหม้พบสัญลักษณ์ของเผ่าจุนโน
บรรดาผู้นำเผ่า จะไปเผ้ากษัตริย์เพื่อถามว่าทรงต้องการสิ่งใด เสนาบดียอน : แล้วถ้าทรงบอกสิ่งที่ทรงต้องการท่านจะถวายให้ฝ่าบาทหรือ แล้วถ้าทรงต้องการให้รัชทายาท ทัมด๊ก ขึ้นครองราชย์อีกเล่าท่านจะตกลงไหม ท่านคิดว่าจะทรงคืนบุตรชายให้พวกท่านหรือ ไม่แน่นอน ถ้าทรงขังบุตรชายของพวกท่านไว้ ฝ่าบาทจะทรงมีอำนาจเหนือพวกท่าน โคคุเรียวต้องไม่ยอมให้คนที่ลักพาตัวเด็กเป็นกษัตริย์ เราไม่สามารถรับใช้กษัตริย์เช่นนี้ได้ การต่อสู้ครั้งนี้ ฝ่าบาทเป็นฝ่ายเริ่มต้นก่อน



ขุนพลโกเข้าเผ้ากษัตริย์ รายงานว่าประตูทิศตะวันออก ตะวันตก ทิศใต้ แตกแล้ว ทรงโปรดมีพระบรมราชโองการส่งทหารม้าเหล็กออกไป กษัตริย์ทรงตอบว่า ถ้าส่งออกไปลูกหลานโคคุเรียวต้องนองเลือด ทหารม้าเหล็กประกอบไปด้วย บุตรชายตระกูลขุนนางของ 3 เผ่า หากส่งพวกเขาออกไปเขาจะเอาดาบไปจ่อคอใครเล่า จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อพวกเขาต่อสู้กับทหารเดินเท้า ขุนพลโกกราบทูลว่า : มันไม่สำคัญว่าจะมีชีวิตสูญเสียไปเท่าไร เราจะปกป้องฝ่าบาทจนกว่าทหารคนสุดท้ายจะสิ้นลมหายใจพะย่ะค่ะ

เสนาบดียอนมาเข้าเฝ้า นั่งตรงข้ามกษัตริย์ คนละหัวโต๊ะตัวยาว มาอ่านความรักลูกของ คนเป็นพ่อ 2 คนดู



เสนาบดียอน : เมื่อ 10 กว่าปี ก่อน เมื่อครั้งที่ฝ่าบาทประทับนอกปราสาทโกกแน หม่อมฉันเคยไปเฝ้าครั้งหนึ่ง หม่อมฉันจำดอกไม้ที่บานอยู่บนเนินเขาหลังที่ประทับได้ เราจะถวายที่ดินและทุ่งนานั้นให้กับฝ่าบาท และถวายเงินให้มากเท่าที่ทรงต้องการ และถ้ารัชทายาท ทัมด๊ก ทรงสัญญาว่าจะประทับที่นั่นด้วย พ่อลูกจะได้อยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุขตลอดไป ทรงได้ยินเสียงข้างนอกนั่นหรือไม่พะย่ะค่ะ ทหารจาก 3 แคว้นกำลังล้อมพระราชวัง เมื่อใดที่พวกนั้นพังประตูเข้ามาในวัง หม่อมฉันก็ไม่สามารถช่วยฝ่าบาทได้พะย่ะค่ะ
กษัตริย์ทรงแย้มริมพระโอษฐ์นิดๆ : ท่านเสนาบดียอน ท่านรู้ไหมว่าทำไมข้าถึงต้องมานั่งอยู่บนบัลลังก์หลายปีที่ผ่านมา ทั้งหมดก็เพื่อให้รัชทายาทขึ้นเป็นกษัตริย์
เสนาบดียอน : เพราะเหตุนั้นฝ่าบาทถึงสร้างเรื่องเท็จกับอารามเทวีพยากรณ์หรือพะย่ะค่ะ เพราะเหตุนั้นฝ่าบาททรงกล่าวเท็จว่ารัชทายาท ทัมด๊ก ประสูติภายใต้ดวงดาวจูชิน
กษัตริย์ :ทำไมท่านถึงคิดว่าข้ากล่าวเท็จ
เสนาบดียอน : หม่อมฉัน ยอนการรยอ ขอทูถามฝ่าบาทอีกครั้ง ก้มหน้าตัวเองลง หม่อมฉันก็เป็นพ่อคน หม่อมฉันเข้าใจดีถึงความทะเยอทะยานของพ่อที่มีต่อลูก แต่อาณาจักรนี้ ปกครองโดยกษัตริย์ 16 พระองค์ ตั้งแต่กษัตริย์ จูมง ทรงก่อตั้งขึ้นมา ชาติของเราได้รอคอยกษัตริย์จูชินมานาน อย่าได้ทรงต่อต้านโองการแห่งสวรรค์ เงยหน้ามองกษัตริย์ ทรงละทิ้งความทะเยอทะยาน ที่โง่เขลาดด้วยพะย่ะค่ะ หม่อมฉันเกรงว่าความโกรธของคนพวกนั้น จะทำให้ฝ่าบาททรงได้รับอันตรายพะย่ะค่ะ
กษัตริย์ แย้มริมโอษฐ์ : ข้าไม่กลัวอะไรกับความตาย สิ่งที่ข้ากลัวจริงๆ ก็คือไม่สามารถทำให้ความตั้งใจของข้าเป็นจริง ข้าจะทำให้รัชทายาท ทัมด๊ก เป็นกษัตริย์แห่งโคคุเรียวนั่นคือความประสงค์ของข้า

ทั้งสองพ่อมองตากัน เสนาบดียอนลุกขึ้นถวายคำนับกลับออกไป
ขุนพลโกเข้าเฝ้า กษัตริย์ทรงสั่ง ให้ขุนพลโกออกจากวังเอาทหารออกไปให้มาก ทิ้งไว้ที่นี่เพียงเล็กน้อยไม่ให้คนสงสัย ตามหารัชทายาท มันเป็นเวลากว่า 2 พันปี ตั้งแต่การก่อตั้งและการล่มสลายของจูชิน สวรรค์กล่าวว่า กษัตริย์จูชินจะทรงกลับคืนมา ข้าไม่รู้ว่าจะเป็นรัชทายาท ทัมด๊ก หรือบุตรชายของเสนาบดียอน แต่ถ้าเป็นองค์ชายทัมด๊ก เจ้าต้องคุ้มครองเขา หากไม่ใช่เขา...จนกว่าเจ้าจะแน่ใจว่า เขาไม่ใช่กษัตริย์จูชิน ทรงถอนพระทัยเช่นนั้นเจ้าต้องเอาชีวิตเขา ถ้าประเทศชาติมีกษัตริย์ 2 องค์ ประชาชนจะเดือดร้อน เพราะฉะนั้นเจ้าต้องเอาคนออกไปและคุ้มครองเขา ขุนพลโกน้ำตาคลอคุกเข่าลง กราบทูลว่า หม่อมฉัน โกอูซุง ขอรับสนองพระบรมราชโองการพะย่ะค่ะ เมื่อออกมาจากที่ประทับ ขุนพลโก ซึ่งควบคุมหน่วยทหารองครักษ์ สั่งการให้กองทหารที่2 และที่3 ถวายอารักขา กษัตริย์


บาซอน ติดสินบนทหารยามที่หน้าประตู แต่ไม่แปลกเพราะ บาซอน ทำเป็นกิจวัตร อยู่แล้ว บาซอน พาทีมโปโลสีดำไปที่คอกม้าภายนอกปราสาทโกกแน โซวดูรู คำนับขอบคุณบาซอน
ที่พักลับฮวาเซิน โชจูโด เข้ามารายงาน แทจังโร ซารยางเข้าใจหน้าที่ของตัวเอง พาทหารชุดแดงออกไปนอกปราสาท ผ่านหน้าบาซอน ทำให้บาซอน ย้อนนึกถึงคืนแห่งดวงดาวจูชินได้ รีบกลับไปที่ที่พักหยิบดาบจากหีบเหล็กเก็บสมบัติ เอาสองมือ จับเสื้อจูมูชิเขย่า : ไอ้พวกสารเลว เสื้อแดงที่ฆ่าพ่อข้าในคืนดวงดาวจูชิน ไอ้สารเลวที่ทำให้ข้าและพี่ชายพรากจากกัน ฮยอนโก และฮยอนยองเข้ามาพอดี ฮยอนโก อุทานคำว่า ฮวาเซิน

ซารยางมุ่งหน้าไปชายแดนหมู่บ้านแห่งความอดอยาก เมื่อไปถึงก็รื้อค้นบ้านเรือน จับผู้คน เอามากองรวมที่ลานหมู่บ้านขู่เข็ญถามหาองค์ชาย องค์ชายทนไม่ได้ที่ทหารฮวาเซินจะฆ่าสองแม่ลูกที่นั่งพิงฝาบ้านไม่สนใจสิ่งใด เกิดการต่อสู้ องค์ชายฆ่า ทหารฮวาเซินไปหลายคน ในขณะชุลมุน โซวดูรู ขี่ม้าเข้ามาฉุดดึงองค์ชาย ขึ้นหลังม้า แล้วซูจินี ก็ยิงธนูฆ่าทหารฮวาเซินไปหลายคน
องค์ชายและซูจินี ขี่ม้าสวนกัน ต่างองค์ต่างคน มองซึ่งกันและกัน
โซคีฮา นั่งนึกถึงเหตุการณ์ ที่ จอกฮวาน เปิดเผยต่อหน้าองค์ชาย ว่า เธอคือผู้พิทักษ์หัวใจฟินิกซ์และรับใช้ ยอนโฮแก และคำบอกของยอนโฮแก ที่ให้ทูล องค์ชายไปให้ไกลอย่ากลับมาปราสาทโกกแน อีก และที่บ้านพักชายแดน ที่องค์ชายตรัสว่า คีฮา...อย่าทุกข์ทรมานเพราะข้า แล้วก็กอดกัน


องค์ชาย และทีมโปโลสีดำ หยุดพักที่บ้านร้าง แล้ว ทหารของฮวาเซินตามมา องค์ชายแนะนำให้ เอาวิธีการเล่นลมวน มาใช้ ( ผู้เล่นคนหนึ่งเอาลูกวิ่งไปทางหนึ่ง และคนอื่นๆ ..) แต่ โซวดูรู ทูลว่า มันอันตรายเกินไป เล่นหีบสมบัติเป็นอย่างไร คนของหม่อมฉัน ชำนาญในเรื่องนี้ เจ้าตัวเล็กของจุนโน เสริมว่าผู้เล่นทุกคนแกล้งทำเป็นว่า มีลูกอยู่แล้ว และ .... ดัลโก (ลูกชายคนที่สองของฮีกแก) ผลักหัวคนพูด บอกว่า ทรงรู้น่า.. แล้ว ฮวาเซิน ก็หลงกลการเล่นหีบสมบัติของเผ่าจุนโนนี้ องค์ชาย ซูจินี และคนอื่นๆ หนีไปได้
โซวดูรู ทูลองค์ชายว่า ถ้าเราไปทางนี้เราจะไปถึงจุนโนคืนพรุ่งนี้พะย่ะค่ะ

แต่องค์ชายไม่ไปจุนโนแต่จะกลับไปปราสาทโกกแน โซวดูรู ถามว่า พระองค์จะกลับไปถ้ำสิงโตหรือ องค์ชายตอบว่า : ข้าต้องทำเรื่องบางอย่างก่อน มันอันตรายพวกเจ้ากลับไปจุนโนเถอะ แล้วทรงม้าออกไปจากที่นั่น เมื่อแรก ดัลโก ชักชวนให้ทีมโปโลสีดำกลับจุนโน ซูจินี เอาก้อนหินขว้างหัว บอกว่า : เจ้ามีความจงรักภักดีน้อยกว่าหนอนแมลง เสียอีกเผ่าจุนโน พวกเจ้าถูกดักทำร้ายในคืนก่อนการแข่งขัน พวกเจ้าคิดว่าเป็นพวกโจรหรือ เจ้ารู้ไหมว่าใครสั่งให้ทำร้าย เขาคือยอนโฮแก รัชทายาทเล่นแทนพวกเจ้าเพราะพวกเจ้าบาดเจ็บ แล้วอะไรกัน ไม่อยากเห็นพระองค์ แล้วก็ยกเท้าเตะ ดัลโก จนร้องโอย
ซูจินี และเผ่าจุนโน ขี่ม้า ตามมาทันองค์ชาย ซูจินี ทำหน้าเจี๋ยมเจี้ยม สงบเสงี่ยมเรียบร้อย องค์ชาย แย้มพระโอษฐ์ให้ เป็นการบอกว่า ขอบใจพวกเจ้าทุกคน

โซจูโด มาส่งข่าว 3 ผู้นำแคว้น ว่า รู้แล้วว่าลูกชายทั้ง 3 คน ถูกจับขังไว้ที่ไหน พวกเขาถูกจับตัวในหมู่บ้านเล็กๆ ที่เป็นของฝ่าบาท อยู่ประมาณ 30 ลี้จากที่นี่ ผู้นำแคว้น : ถ้าเช่นนั้น ฝ่าบาทเป็นคนทำทั้งหมด โชจูโด สร้างเรื่องต่อว่า องค์รัชทายาททรงปล่อยพวกจุนโน และกำลังมุ่งหน้าไปหมู่บ้านนั้น ทรงตั้งใจจะไปสังหาร และทำลายหลักฐาน ผู้นำแคว้นคนหนึ่ง สั่งเตรียมทหารและออกเดินทางทันที
ผู้นำแคว้น นำกองทหารตามไปที่ โชจูโด บอก



ส่วนองค์ชาย ถูก ฮวาเซิน สร้างสถานการณ์ ให้ผู้นำแคว้นเห็นว่าองค์ชาย และทีมโปโลสีดำ เป็นผู้สังหารบุตรชายทั้งสาม ของผู้นำแคว้น แม้จะรู้ว่านี่เป็นกับดัก แต่องค์ชายก็กลับองค์ไม่ทันเสียแล้ว ผู้นำแคว้นถามว่า ทำไม ทำไมทรงทำเช่นนี้ ทัมด๊ก ข้าจะฆ่าเจ้าแก้แค้นแทนลูกชายของข้าและชักดาบออกมา สั่งทหารบุกโซวดูรู ทูลว่ารัชทายาทได้โปรด องค์ชายและเผ่าจุนโน ขี่ ม้าหนีออกมาจากสถานการณ์นั้น แล้วทรงหยุดม้า เพื่อตัดสินพระทัยว่าจะทรงทำอย่างไรดี ฮยอนยองก็ ใช้ระเบิดควัน ช่วยพระองค์

มีเสียง ฮยอนยอง เรียก ซุจินี : ข้าเอง
โซวดูรู : ถ้าพวกนั้นกลับไปถึงปราสาทโกกแน จะยิ่งมีเรื่องวุ่นวายหนักเข้าไปอีก พระองค์จะตกอยู่ในอันตรายพะย่ะค่ะ
องค์ชายทรงไตร่ตรอง : พวกเจ้าจะเอากองทหารของจุนโนไปที่ปราสาทโกกแน ได้หรือไม่
โซวดูรู : ต่อให้รีบแค่ไหน มันต้องใช้เวลา 2 วันพะย่ะค่ะ องค์ชายทรงขึ้นอาชา : พวกเรามุ่งตรงไปปราสาทดัลจา ที่นั่นมีทหารมากกว่า โซวดูรู พยักหน้า : หม่อมฉันเข้าใจไปกันเถอะ องค์ชายทรงหันไปทาง ซูจินี ทรงเรียก ซูจินี ซูจินี ทำเสียงตอบรับในคอ องค์ชายตรัสต่อว่า : เข้าไปในปราสาทโกกแนแทนข้า เข้าไปดูสิว่า ที่นั่นเกิดอะไรขึ้น ซูจินี ทำท่าอึกอักจะคัดค้าน องค์ชาย ตรัสต่อว่า : ได้โปรด แล้วไม่ทรงรอคำตอบ (เพราะแน่ใจว่า คำนี้เป็นคาถาวิเศษ โอมอ่านเมื่อไร เป็นได้ผลทุกทีทุกคนกับบรรดาสาวๆ) ซูจินี เดินตามหลังม้าตัวสุดท้ายที่วิ่งออกไปจากบริเวณนั้น ฮยอนยอง บ่น : ข้าช่วยชีวิตทุกคน แล้วพวกเขาไปไหนกัน ซูจินี หันกลับ ฮยอนยอง คว้าแขน ซูจินี ไว้ : เจ้าจะไปไหน ซูจินี ตอบว่า : ข้าต้องไปปราสาทโกกแน มีงานสำคัญ บอกหัวหน้าด้วยข้าต้องไปเดี๋ยวนี้ แล้ว ฮยอนยอง ก็คว้าได้แต่ลมตามหลังซูจินี

ที่พักลับ ฮวาเซิน
ซารยางมารายงานผล แทจังโร บอกว่า : รัชทายาททัมด๊ก เป็นคนหนุ่มที่โชคดี ข้าได้ข่าวว่า เขาหนีรอดจากดาบของเราได้ด้วยความช่วยเหลือจากพวกจุนโน สองครั้งแล้ว
ยอนโฮแก ถามว่า : ท่านรู้ไหมเขามุ่งหน้าไปทางไหน
แทจังโร สบโอกาสอีกแล้ว : ท่านพูดว่าท่านต้องการเลือดของเขาเพื่อเซ่นดาบของท่านมิใช่หรือ ข้าจะช่วยให้มันเกิดขึ้น ข้าจะทำให้ท่านเป็นวีรบุรุษที่แก้แค้นให้กับความตายของบุตรชายทั้ง 3 ผู้นำแคว้น จะไม่มีใครหลั่งน้ำตาให้กับความตายของเขา ข้าสัญญากับท่าน
แล้ว ยอนโฮแก ก็ขี่ม้าออกจากที่พักลับฮวาเซิน
แทจังโร : มันผ่านมา 17 ปีแล้ว คืนนั้น ถ้าเรามีสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 4 อยู่ในความครอบครองของเรา ฮวาเซินจะต้องครองโลกนี้ ท่านเสนาบดียอนอยู่ที่ใด

เสนาบดียอนนั่งอ่านสาร แล้วส่งต่อให้ โชจูโด โชจูโด อ่านแล้วหัวเราะชอบใจ เสนาบดียอน สั่งความสำทับ อีกครั้ง
แผนที่ 3 ก็เริ่มขึ้นอีก
ผู้นำแคว้น นำศพ ของบุตรชาย 3 คน กลับมา ผู้นำแคว้น อีก 2 คน มาเปิดดูศพลูกชายตัวเอง ทุกคนมีแต่ความเศร้าโศก
องครักษ์หญิง กั๊กตัง เข้ามากราบทูลถวายรายงาน : พวกผู้นำแคว้นมารวมตัวกันที่หน้าวังพร้อมกับร่างที่อาบเลือดของลูกชายพวกเขาเพคะ
กษัตริย์พระราชดำเนินหมุนรอบพระองค์เอง
มีความเคลื่อนไหวกับกองทหารในปราสาทโกกแน

กองทหารที่ 2 เป็นองครักษ์ชาย และกองทหารที่ 3 เป็นองครักษ์หญิง พบกัน หัวหน้ากองทหารที่ 2 พูดว่า พวกเราไม่มีทางอารักขาฝ่าบาทได้ กั๊กตังถามว่า เจ้าต้องการละทิ้งฝ่าบาทหรือ หัวหน้ากองทหารที่ 3 ตอบว่า เราต้องการกำลังเพิ่ม กั๊กตัง ตอบว่า ไม่มีใครอีกแล้ว เราต้องอารักขาฝ่าบาท พวกเจ้าเข้าใจไหม แล้วจากไป หัวหน้าองค์รักษ์ กองที่ 2 บอกทหารของตนว่า : พวกเจ้าได้ยินนางแล้ว พวกเราต้องอารักขาฝ่าบาท เดือนหน้าลูกชายข้าจะครบขวบไปกันเถอะพวกเรา



เทวีพยากรณ์ขึ้นไปบนกำแพงประตูปราสาท ถามว่าพวกท่านกลายเป็นคนที่ต้องการความตายให้กับฝ่าบาทตั้งแต่เมื่อไร พวกท่านต้องเชื่อฟังโองการแห่งสวรรค์ ผู้นำแคว้นตะโกนตอบ โคคุเรียวกลายเป็นชาติที่ปิดประตูใส่ประชาชน พวกเราสูญเสียบุตรชาย ข้าไม่ต้องการฟังสวรรค์ ข้าต้องการเห็นด้วยตาตัวเอง ข้าต้องการแก้แค้นให้ลูกข้า ข้าต้องการเฝ้าฝ่าบาท เปิดประตูเดี๋ยวนี้ เสียงโห่ร้องฮึกเหิม ของทหารชั้นผู้น้อย ดังเข้าไปในพระราชฐาน กษัตริย์ ทรงประทับนิ่ง สายพระเนตรไม่หวั่นไหว

องค์ชาย มาถึงปราสาทดัลจา
ยอนโฮแก ขี่ม้าตามมา แล้วหยุดม้ารอ มีทหารฮวาเซิน ชี้บอกทางให้ยอนโฮแก ยอนโฮแก ดึงผ้าขึ้นมาปิดครึ่งหน้าของตัวเอง ที่ปราสาทดัลจา ทหารที่อยู่นอกประตูปราสาท รีบกลับเข้าภายในประตู เมื่อองค์ชายมาถึง ประตูปิด ทรงทำท่าแปลกพระทัย โซวดูรู ก็ตกใจ ... อะไรนี่อะไรกัน.... ทหารทุกคนบนกำแพงประตู เข้าประจำการ องค์ชายเองก็ ไม่คาดฝันกับสิ่งที่เกิดขึ้นนี้


ปล . ที่ 3 ตอนต่างๆของการเล่าเรื่องย่อ ที่นี้ เป็นไปตามต้นฉบับของเกาหลี ที่มี 24 ตอน จะไม่ตรงกับของไทยมีวีช่อง3
ปล. ที่ 4. ต้นฉบับของการแปล น่าจะมีที่มาต่างกัน เรื่องย่อนี้ แปลมาจาก แฟนคลับเกาหลี แปลเป็นภาษาอังกฤษให้บรรดาแฟนคลับ ของดารา เบยองจุน ส่วน ของ ช่อง 3 น่าจะแปล มาจาก ภาษาจีน แต่ไม่ทราบว่า เป็นการแปล จากเกาหลีเป็น จีน หรือ จากเกาหลีเป็นอังกฤษ แล้วแปลจีนอีกที แล้วจึงแปลไทย

Copyright @ Amornbyj & SUE

Friday, May 2, 2008

เรื่องย่อ ตำนานจอมกษัตริย์เทพสวรรค์ (ตอนที่ 7)


ตอนที่ 7

หัวหน้ากองทหารม้าเหล็กของโคคุเรียว ชื่อ จอกฮวาน เข้ามาในที่ประชุม ทันได้เห็นเหตุการณ์ ที่โซคีฮา มีแสงรัศมีสีแดงเพลิงล้อมรอบตัว และคุกเข่าแสดงคารวะ ยอนโฮแก ยอมรับ ยอนโฮแก เป็นกษัตริย์ จูชิน เพราะโซคีฮา ถูก แทจังโร ใช้แวทย์มนต์
นกสื่อสาร บูรุมแซ กางปีกร่อนบนท้องฟ้า ส่งเสียงบอกว่า....(เผอิญคนเล่าฟังภาษานกรู้เรื่อง.).. มีข่าวมาบอก....มีข่าวมาบอก.... เรียกชุมนุมจ้า.....

ที่เรือนจำ บ้านตระกูลยอน ซูจินี เหมือนคนคลุ้ม คลั่ง ทั้งเขย่า หน้าต่างลูกกรง ทั้งเอาตัวกระแทกประตู ห้องขังดิ้นรนที่จะออกไปร่วมชุมนุมในครั้งนี้ ทีมโปโลสีดำ ยื้อยุด ห้ามปรามก็ไม่ฟัง แต่บทจะหยุด ซูจินี ก็หยุดเอง บ่นว่า "ข้าจะบ้าตอนที่เห็นนกบูรุมแช แต่ข้าออกไปไม่ได้ ถ้าพวกเจ้าพบหัวหน้าข้า ช่วยบอกเขาด้วย ตอนนี้ถึงเวลานอนแล้ว" แล้วซูจินี ก็ ล้มตัวลงนอน จริงๆ ทุกคนงงงวย

ที่หมู่บ้านโคมิล เรียกชุมนุมศิษย์ เพราะ ฮยอนโกได้รับสาสน์ว่า สัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์หัวใจฟินิกซ์ ได้พบกษัตริย์จูชินแล้ว ทำให้ฟื้นขึ้นมาและส่องแสงที่บ้านตระกูลยอนนั่นยิ่งทำให้มั่นใจกันว่ายอนโฮแก คือกษัตริย์จูชิน แต่เกิดความสับสนว่า สัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ อยู่ในครอบครองของฮวาเซิน ส่วนผู้พิทักษ์อยู่หมู่บ้านโคมิล (คือซูจินี) แล้วจะพูดได้อย่างไรว่า กษัตริย์จูชิน ทรงกลับมาแล้ว ฮยอนยองรายงานว่า "น่าจะมี ผู้หญิงอีกคน เป็นผู้พิทักษ์สัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ และ แทจังโรแห่งฮวาเซิน เป็นผู้พานางเข้าไปที่บ้านตระกูลยอน แต่ก็สงสัยต่อว่า เหตุใด ผู้พิทักษ์ ถึงได้ไปอยู่กับฝ่ายชั่วร้าย" ฮวาเซิน
ฮยอนโกจึงเท้าความถึง ฮยอนชุก หัวหน้าหมู่บ้านโคมิลคนหนึ่ง ถูก ฮวาเซินจับตัวไปฝังสัญลักษณ์ สาวก ฮวาเซิน เป็นบ้า ฆ่าศิษย์โคมิล ไปถึง 20 คน และต้องใช้ คนถึง12 คนจึงจะจับตัวฮยอนชุกได้ ฮยอนโกย้ำว่า "ถ้าถูกประทับตราแล้ว คนคนนั้นจะไม่สามารถหลุดพ้นจากพวก ฮวาเซิน ...บางทีผู้พิทักษ์ อาจถูกประทับตราด้วยก็ได้" (ศิษย์ของโคมิล จะกระจายกันอยู่ ในที่ต่างๆ ทั้งเป็นองครักษ์ที่ปราสาทโกกแน เป็นทหารที่ปราสาทเพียงอันฯลฯ)

โซคีฮา กลับมาที่ห้องใช้ดาบเพื่อจะทำร้ายตัวเอง แต่พอดาบไปใกล้ไหล่ข้างขวาที่ถูกฝังสัญลักษณ์ฮวาเซิน ดาบสั้น นั้นก็ หักลง โซคีฮาได้แต่ ทอดตัวเอง ลงกับโต๊ะ ร่ำไห้อย่างไม่รู้จะทำอย่างไรกับตัวเองดี


ที่สุสานหลวง องค์ชาย ประทับนั่งที่พื้นฟุบพระพักตร์หลับบนพระกรที่วางบนพระชานุ แขนที่วางบนเข่า หัวหน้าองค์รักษ์หญิงกองทหารที่สาม กั๊กตัง เปิดประตูเข้ามาปลุกบรรทมทูลว่า "ถึงเวลาที่องค์ชายจะต้องเสด็จแล้ว ขันที (แบบจีน ถ้าแบบไทย ก็มหาดเล็ก) กำลังรอคอยอยู่" องค์ชายบอกว่า "ข้ากำลังฝันดีที่เดียว" องค์ชายนึกว่าถูกปล่อยเป็นอิสระ แต่องค์รักษ์ทูลว่า "วันนี้เป็นวัน ราชาภิเษกองค์ชายขึ้นเป็นกษัตริย์"

ที่อารามหลวง เทวีพยากรณ์และนักพรต เรียงรายกันเข้าประจำที่

องค์ชายไปเข้าเฝ้ากษัตริย์ กราบทูลถามว่า :"ทำไมทรงทำเช่นนี้ พิธีราชาภิเษกให้หม่อมฉันเป็นกษัตริย์ โปรดอย่าทรงทำเช่นนี้เลย มันจะเป็นการดีสำหรับประเทศของเราที่ยอมรับกษัตริย์จูชิน บางที ยอนโฮแก อาจจะสามารถรวบรวมอาณาจักรเข้าด้วยกันได้ เสด็จพ่อปล่อยเขาเถอะ"
กษัตริย์ ทรงตำหนิ กับท่าทางและน้ำเสียงเอาจริงเอาจังและเอาเรื่องว่า : "หลังจากถูกกักบริเวณเจ้าแย่ลงนะ"
ตลอดเวลาที่องค์ชายกราบทูลอยู่นั้น ทรงพระราชดำเนินไปที่โต๊ะ เปิดกล่องที่เก็บขวดน้ำหอม ของพระชายา พระมารดาขององค์ชาย ทรงยื่นประทานให้องค์ชาย เมื่อองค์ชายตรัสจบประโยคทรงมีพระดำรัสว่า : "สิ่งนี้เป็นของแม่เจ้า ในคืนดวงดาวแห่งจูชิน แม่ของเจ้าซ่อนตัวอยู่ในป่า และเมื่อดวงดาวส่องสว่างเต็มที่ นางก็ให้กำเนิดเจ้า มันเป็นคืนที่หนาวอย่างผิดปกติ ในคืนที่หนาวเช่นนั้น แม่ของเจ้าพาตัวเองขึ้นไปบนภูเขา สามวันจากนั้น นางก็เสียชีวิตในกระท่อมบนเขา เราทำให้วันนั้นเป็นวันเกิดของเจ้าตามที่แม่ของเจ้าต้องการ เพราะเราเชื่อว่าเจ้าคือกษัตริย์จูชิน เพราะเราต้องการปกป้องเจ้านักพรตหญิงที่มาหาเราคืนนั้นบอกเช่นนี้ มีคนมากมาย ที่อยากได้ชีวิตของกษัตริย์จูชิน เพราะฉะนั้นเขาจะต้องซ่อนตัวและทำตัวสงบเสงี่ยม พวกเขาบอกว่า มันเป็นโองการสวรรค์"



องค์ชายอ่อนลงตลอดเวลาที่ฟังพระบิดาเล่าเรื่องพระมารดา ทรงซาบซึ้งในความรักของพระนางที่มีต่อพระองค์ กษัตริย์ทรงย้ำว่า : "แม่ของเจ้าปกป้องเจ้าด้วยชีวิตของนางและข้าจะทำให้เจ้าเป็นกษัตริย์วันนี้คือวันที่มาถึงแล้ว" ทรงอ้าพระกรออกให้องค์ชายเข้ามาในอ้อมกอด แต่องค์ชายประทับยืนเฉย ต้องทรงเข้ามากอดองค์ชายเสียเอง ทรงตรัสว่า : "ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเข้าพิธี ไปที่อารามหลวง และอย่าไปสาย" แล้วเสด็จออกไป องค์ชาย ทูลตามหลังว่า : "เสด็จพ่อถ้าหากจะมีพวกคัดค้านพิธีราชาภิเษก ก็จะมีพวกที่จะคัดค้านพวกนั้นด้วยเช่นกัน พระองค์กำลังจะแบ่งชาติ ออกเป็น 2 ส่วน นั่นเป็นสิ่งที่ทรงต้องการหรือหม่อมฉันต้องก้าวไปในกองเลือดเพื่อเป็นกษัตริย์ นั่นคือสิ่งที่ต้องการหรือพะย่ะค่ะ" แต่กษัตริย์ไม่ทรงหยุดฟังคำทูลนี้



ที่อารามหลวง มีเพียงฮีกแกผู้นำเผ่าจุนโนและผู้ติดตาม ผู้นำแคว้นคนอื่น พากันอยู่ที่ท้องพระโรง เทวีพยากรณ์ ไปที่ท้องพระโรง เตือนว่าพระอาทิตย์กำลังจะเที่ยงวันและพิธีกำลังจะเริ่ม ผู้นำทุกคนต้องอยู่ในพิธี โชจูโด พูดว่า "ส่งตัวบุตรชายผู้นำแคว้นคืนมาก่อน จากนั้นเราจะเริ่มไม่ว่าเป็นพิธีอะไร พิธีราชาภิเษก หรือพิธีสละราชสมบัติ" เสนาบดียอนเสนอตัวไปเข้าเฝ้าเพื่อกราบทูล คำพูดเหล่านี้เอง

ที่บ้านตระกูลยอน โซคีฮาตื่นนอน แล้วนึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืน แล้วก็ทำท่าปวดหัว ยอนโฮแกมาที่ห้อง ถามโซคีฮาว่า "รู้เรื่องแผนการของเสนาบดียอน พ่อของตน กับหัวหน้า แทจังโรของโซคีฮา จับตัวบุตรชายคนโตของบรรดาผู้นำ 3 แคว้น และกล่าวหาฝ่าบาท เป็นผู้กระทำ ไหม" โซคีฮา พูดตอบและทำท่าทางดูถูก ยอนโฮแก ยอนโฮแก ถามว่า : "ท่านเรียกข้าว่ากษัตริย์ นั่นคือสิ่งที่ท่านคิด ผู้พิทักษ์หัวใจฟินิกซ์รับใช้กษัตริย์ที่น่ารังเกียจได้หรือ" โซคีฮา ทำท่างงงวย : "ข้าเคยยอมรับท่านเป็นกษัตริย์หรือ"
ยอนโฮแก ท่าทางเจ็บปวด กับท่าทางของโซคีฮา : "โปรดอย่าทำเช่นนั้น โปรดอย่ามองข้าเช่นนั้น ตั้งแต่เด็กข้าถูกเลี้ยงดูมาเพื่อเป็นกษัตริย์ ข้าไม่สมควรได้รับการมองเช่นนั้น"
โซคีฮา จึงให้ยอนโอแก ปล่อยเธอไป เพราะชีวิตของคนคนหนึ่งกำลังอยู่ในอันตราย ถ้าเธอไม่สามารถปกป้องเขาได้ เธอก็ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้เช่นกัน



ยอนโฮแกไปหาแทจังโรที่ ที่พักลับของฮวาเซิน : "ข้าหวังว่ามันจะไม่เป็นความจริง การลักพาตัวบุตรชายคนโตของ 3 ผู้นำแคว้น และพนันด้วยชีวิตของพวกเขา ข้าหวังว่าจะใช่แผนการที่ชั่วร้าย ของท่านและพ่อข้า"
แทจังโร ทำสียงเหมือนพ่อมดสะกดจิต โฮแก : "ท่านโฮแก กษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่และเมตตาหลายพระองค์ ก็ทรงเคยผ่านการนองเลือดก่อนจะขึ้นครองบัลลังก์ มันไม่สำคัญหรอกว่าจะขึ้นเป็นกษัตริย์อย่างไร สิ่งที่ทรงทำหลังจากการขึ้นเป็นกษัตริย์เป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า" แล้วเสริมต่อว่า "ท่านสามารถอยู่ในที่สว่างท่านโฮแก ฮวาเซินจะทำงานในที่มืดเอง" ยอนโฮแก ยังห่วงว่า : "แต่เลือดของประชาชนโคคุเรียวจะนองท่วมพื้น "แทจังโรตอบว่า "ในแผ่นดินโคคุเรียวจะมีเพียงเลือดของกษัตริย์และองค์รัชทายาท เท่านั้น ข้าขอสาบานกับท่าน" แล้วก็ทำท่านบนอบค้อมคำนับ ก้มหน้าซ่อนรอยยิ้มที่ชั่วร้าย ( ในเรื่องนี้ แทจังโร คงจบปริญญาสาขาเอกจิตวิทยา และคงทำคะแนนได้ A คอยติดตามวาทศิลป์ จอมขมังเวทย์ ตอนต่อ ๆ ไป ก็แล้วกัน)



องค์ชายทรงทราบว่าผุ้นำแคว้นไม่มาเข้าร่วมพิธี : "ถ้าหากไม่ได้รับการยินยอมจาก 5 แคว้น กษัตริย์พระองค์ใหม่ไม่สามารถรับคำอำนวยพรจากสวรรค์" ทรงให้องครักษ์หญิงไปสังเกตดูเหตุการณ์

โซคีฮา มา ทูลองค์ชายเรื่องบุตรชาย 3 ผู้นำแคว้น และ เสนาบดียอนเป็นคนลักพาตัว องค์ชายถามว่า "และยังมีแผนการ ฆ่าพวกนั้น แล้วกล่าวหาว่า ฝ่าบาทเป็นผู้สั่งการ ใช่ไหม" โซคีฮา ทูลว่า "เกรงว่าจะเป็นเช่นนั้น" องค์ชาย ทรงสั่งให้องครักษ์หญิงกั๊กตัง ไปกราบทูลกษัตริย์ว่าพระองค์ ออกไปจากวังและจะกลับมาเมื่อทุกอย่างมั่นคงแล้ว ขอให้ทรงระวังพระองค์ด้วย และยังขอให้ กั๊กตัง ช่วยคุ้มครองกษัตริย์ กั๊กตัง ทูลว่า ตนเองมีหน้าที่คุ้มครององค์ชาย องค์ชายทรงวางสองพระหัตถ์ลงบนไหล่องค์รักษ์ : "คุ้มกันฝ่าบาทเหมือนพ่อของเจ้าแทนข้าที ข้าขอร้องเจ้าในฐานะพี่ชาย" องค์รักษ์หญิงจะทำอะไรได้ จึงได้แต่ค้อมหัวคำนับรับพระบัญชา แล้วองค์ชาย ก็หันไปหยิบฉลองพระองค์สามัญชน ไปเปลี่ยน ไม่ได้เหลือบแลฉลองพระองค์ที่เตรียมไว้สำหรับเข้าพิธีเลยแม้แต่น้อย

ในอารามหลวง เสนาบดียอน กราบทูลว่า บุตรชาย 3 ผู้นำแคว้น ถูกจับไป นั่นคงไม่ใช่สิ่งที่พระองค์ทรงทำ แถมยังขอกำลังทหารม้าเหล็กไปคุ้มครองนักโทษที่บ้านตนเอง เพราะ เผ่าจุนโนอาจไปช่วยพวกนักโทษออกมา ฮีกแก โมโหจน จอกฮวานหัวหน้ากองทหารม้าเหล็กที่เข้ามาอารักขากษัตริย์ต้องคอยห้าม เสนาบดียอน ทูลว่า "หม่อมฉันคงต้องเก็บตัวคนของจุนโนไว้เป็นตัวประกัน แล้วหันไปทาง ฮีกแก เมื่อบุตรชาย 3 ผู้นำแคว้นกลับไป คนของจุนโน ก็จะกลับไปเช่นกัน ข้าเกรงว่าความจงรักภักดีของท่านจะทำอันตรายต่อฝ่าบาทและองค์รัชทายาท" กษัตริย์ทรงให้ จอกฮวาน และกองทหารม้าเหล็กคอยคุ้มครองอารักขา องค์ชาย ได้ตามเสด็จองค์ชายออกไปนอกเมือง จอกฮวาน เมื่อพบโซคีฮา ก็นึกภาพที่ตนไปพบมาที่บ้านตระกูลยอนเสนาบดียอนกลับออกไป

ขุนพลโก อูซุง เข้ามารายงานกษัตริย์ในอารามหลวงหลังรับสาร จากทหารม้าเร็ว ว่า แคว้นซุนโนส่งทหาร มา 3 พันคน มุ่งตรงมายังปราสาทโกกแน จะมาถึงภายใน 1 ชั่วโมง และได้ไปถึงปราสาทฮันชิแล้ว ประมาณว่าจะมีทหาร ราว สี่พันห้าร้อย
ฮีกแก : "นี่เป็นการฝ่าฝืนที่เคลื่อนกำลังทหารโดยไม่มีพระบัญชาจากฝ่าบาท "
กษัตรย์ทรงสั่งให้ปิดประตูเมือง ทั้งทางตะวันออกตะวันตกและทิศใต้ ยอนโฮแก กำลังฝึกอาวุธ ที่ลานบ้านตระกูลยอน มีทหารเข้ามารายงาน



ส่วนที่อารามหลวง องครักษ์หญิงเข้ามากราบทูลเรื่ององค์ชายเสด็จออกไปนอกวัง เทวีพยากณ์จึงกราบทูลว่า :"ฝ่าบาทสิ่งที่ดีที่สุดเวลานี้คือพยายามปลอบโยนผู้นำแคว้นและทำให้สถานการณ์ดีขึ้น ฮีกแก ขอนำกำลังทหารจุนโนเข้ามาที่ปราสาทโกกแน" แต่กษัตริย์กลับดำรัสว่า : "แม้คนของท่านยังอยู่ที่เรือนจำบ้านตระกูลยอน ข้าขอสั่งให้ท่านกลับไปจุนโน องค์รัชทายาทออกไปนอกวังแล้ว อาจจะต้องการสถานที่ที่ปลอดภัยในการบซ่อนตัว เขาอาจต้องการสถานที่ ที่ไปขอความช่วยเหลือ นี่ไม่ใช่คำขอร้อง ข้าสั่งให้ท่านทำ" ขุนพลโก ทูลเชิญ ให้เสด็จกลับพระราชฐานชั้นใน เนื่องจากอารามหลวง อยู่ใกล้ภายนอกเกินไป
องค์ชาย ทรงม้าออกมานอกวังพร้อมโซคีฮา และกองทหารม้าเหล็กของจอกฮวานเพื่อไปช่วย บุตรชาย หัวหน้าเผ่าที่ถูกจับไป เมื่อยังอยู่ในระหว่างทางที่แห่งหนึ่งองค์ชายสั่งให้มีการตั้งค่ายและให้ทหารบางส่วนออกไปลาดคระเวน จอกฮวาน กลับทูลว่า "จะไม่มีการตั้งค่าย ไม่มีการออกลาดตระเวน และขอให้องค์ชายสละพระชนม์ชีพ" ทหารทุกคนกลับชักม้าล้อมองค์ชายไว้ โซคีฮา ทำท่าปกป้ององค์ชายทันที จอกฮวานถามโซคีฮาว่า "ท่านเป็นผู้พิทักษ์หัวใจนกฟินิกซ์ มิใช่หรือ" องค์ชายหันมามอง โซคีฮา แบบไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยินในขณะนั้น จอก ฮวาน กล่าวต่อว่า "ข้ารู้ว่าผู้พิทักษ์หัวใจนกฟินิกซ์ รับใช้ท่านโฮแก ข้าเข้าใจผิดหรือไม่ แล้วท่านโฮแก ทราบไหมว่าท่านมาอยู่ที่นี่" โซ คีฮา ชักดาบสั้นที่ติดตัว บอกว่า "ข้าไม่ตอบคำถามคนทรยศ" และปรี่เข้าหา จอกฮวาน องค์ชายรั้ง โซคีฮาไว้ ตรัสกับจอกฮวาน ว่า "ท่านพูดถูก ถ้าข้าตาย ก็จะไม่มีความบาดหมางนี้ ความสงบสุขของปราสาทโกกแน จะกลับคืนมา เขาเป็นคนเดียวที่เกิดภายใต้ดวงดาวจูชิน ที่จะแบกรับพรหมลิขิตจากตำนาน" จอกฮวาน รีบตอบว่า "ถูกต้องพะย่ะค่ะ" องค์ชายตรัสต่อว่า "คนที่จะเป็นกษัตริย์แห่งจูชิน ต้องการเช่นนี้หรือ ลักพาตัวบุตรชายผู้นำแคว้น ป้ายความผิดให้กษัตริย์ พาคนของกษัตริย์ก่อการจลาจล นำอันตรายมาสู่บ้านเมือง เอาทหารเข้าเมืองหลวง นำความตายมาให้องค์รัชทายาท โฮแกแห่งตระกูลยอน คนที่เกิดภายใต้ดวงดาวจูชิน ต้องการหรือ เจ้าตอบคำถามข้าได้ไหม" จอกฮวานอึ้งหลบตาองค์ชาย ยอนโฮแก ตามมาถึงพอดี กล่าวตอบว่า "มีบางอย่างที่ไม่ทรงรู้ มีคนเกิดภายใต้ดวงดาวจูชิน อีกคนคือท่าน แต่กษัตริย์ มีได้เพียง หนึ่ง" พวกทหารพากันลงจากม้าและชักดาบ โซคีฮา เข้าขวางหน้าทำท่าปกป้ององค์ชายทันที ยอนโฮแก มองอย่างเจ็บปวดใจ โซคีฮาใช้เข็มที่ผ่ามือทำให้องค์ชายสลบ ทรุดองค์ลง โซคีฮาโอบไหล่ประคององค์ชายไว้ บอก ยอนโฮแกว่า "ข้าทำพระองค์สลบ ข้าสาบานกับท่านว่า ข้าจะกลับเมื่อพระอาทิตย์ขึ้นในวันพรุ่งนี้" หลังจากนั้น.....
ยอนโฮแก บอกว่า "จงบอกรัชทายาทว่า ไปให้ไกลจากปราสาทโกกแน ข้าจะไม่ปล่อยเขาเป็นครั้งที่สอง" โซคีฮา ถามถึงกษัตริย์ ยอนโฮแก ตอบว่า "กษัตริย์จะไม่มีอันตราย ถ้ารัชทายาทไปแล้ว และเหตุการณ์นี้ไม่เกี่ยวกับข้า ถ้าข้าจะเป็นกษัตริย์ ข้าจะอยู่ในที่สว่าง พร้อมด้วยความสง่างาม และเกียรติยศ แล้วพวกเจ้าจะยอมรับข้าเป็นกษัตริย์อย่างแท้จริง" ยอนโฮแก หันกลับจะขึ้นม้า และหันมามองโซคีฮา แบบ ทวงสัญญาแกมขอร้อง แกมเจ็บปวด .."จนกว่าพระอาทิตย์จะขึ้นในวันพรุ่งนี้ จนกว่าเจ้าจะกลับมา"
โซคีฮา โอบประคององค์ชาย..

เมื่อกลับถึงบ้านตระกูลยอน เสนาบดียอน เอาแจกันขว้างใส่ เฉียดหน้า ยอนโฮแก ด้วยความโกรธ สุด ๆ แจกันหล่นแตกกระจาย ยังไม่พอยังยกหีบเล็ก จะทุ่มใส่อีก “ เจ้ารู้หรือไม่ว่าเจ้าทำอะไรลงไป “ ยอนโฮแก ตอบว่า "ข้ารู้ว่าข้าไม่ได้ลักพาตัวบุตรชายผู้นำแคว้น ข้าไม่ได้กล่าวหากษัตริย์ โกหกน่ารังเกียจ คิดกบฏ" เสนาบดียอนตอบว่า "เจ้ายังไม่เข้าใจว่า ทำไมจึงจำเป็นต้องทำเรื่องนี้" ยอนโฮแกสวนว่า "รัชทายาทรู้เรื่องทุกอย่าง และอีกไม่นานคนอื่น ๆ ก็จะรู้เช่นกัน ท่านพ่อบอกว่า อยากให้ข้าเป็นกษัตริย์จูชิน แต่ทำไมเอาเรื่องโกหก มาใส่ข้าด้วย ทำไม...นางคนที่บอกว่าเป็นผู้พิทักษ์หัวใจนกฟินิกซ์นั้น ท่านรู้ไหมนางมองข้าอย่างไร นางมองข้าอย่างดูถูกแค่ไหน"
เสนาบดียอน : "ตอนนี้ข้าเข้าใจแล้ว ข้าเข้าใจทุกอย่าง ว่าทำไมเจ้าทำเช่นนี้"
ยอนโฮแก : "ข้าจะเป็นกษัตริย์แต่ต้องด้วยความสง่างาม และเกียรติยศ เพราะฉะนั้นท่านพ่อ..." ยังไม่ทันจบประโยค เสนาบดียอน ก็ตบหน้ายอนโฮแก เสียงดังฉาด
เสนาบดียอน : "เจ้าเอาอันตรายมาสู่บ้านเมือง เพราะผู้หญิงคนเดียว นั่นหรือคือความสง่างามและเกียรติยศของเจ้า"
แทจังโรแอบฟังอยู่นาน เข้ามาเสริมว่า "ถูกแล้วท่านโฮแก มันควรจะจัดการ โดยมิให้ ต้องชักดาบสักเล่มเดียวออกจากฝัก ผู้นำแคว้นที่ถูกลักพาตัวบุตรชายไป จะรวมตัวเข้าเป็นหนึ่ง และหากพวกเขาต้องสละชีวิต เพื่อประโยชน์ของบ้านเมืองแล้ว ก็ควร กษัตริย์ไม่ต้องมีห่วงอีกต่อไป ท่านควรขึ้นครองราชย์ เหมือนอย่างที่ทุกคนต้องการ ให้ท่านคนที่เกิดภายใต้ราชวงศ์ ภายใต้ดวงดาวจูชิน ก็คือท่านโฮแก ประชาชนในอาณาจักรนี้จะมีแต่ความสงบสุขในดินแดน ไม่มีการบาดหมางอีกต่อไป "
เสนาบดียอนเสริมว่า "รัชทายาทยังมีพระชนม์อยู่ มันมีทางเดียวเท่านั้น คือ ทหารในโคคุเรียวต้องหลั่งเลือด เลือดหยดสุดท้ายที่หลั่งออกมาเป็นเพราะเจ้าทำให้มันหลั่งออกมาเอง "
ยอนโฮแก มีทีท่าแบบคาดไม่ถึง แกมตกใจ ที่ตัวเอง จะทำให้เกิดการนองเลือด
( โบราณบอกว่า คบคนพาลพาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล เสนาบดียอน เดิมก็เป็นคนดี เห็นแก่ความสงบสุขของบ้านเมือง และส่วนลึก คือไม่ได้คิดร้ายกับกษัตริย์หยาง แต่ เมื่อถูกชักจูงหว่านล้อมด้วย ผู้มี วาทศิลป์ มีจิตวิทยา แต่เป็นไปในทางร้าย ของแทจังโร แทจังโร ..จะบอกว่า ต้องเสียสละส่วนน้อย เพื่อผลประโยชน์ของส่วนรวม ประมาณนั้น )เสนาบดียอน ก็หลงผิด กระโดดขึ้นหลังเสือ และเกิดความทะเยอทะยานขึ้นมา ภายหลังเริ่มรู้ตัว แต่ก็ลงจากหลังเสือไม่ได้เสียแล้ว



ที่ชายแดนหมู่บ้านผู้ลี้ภัย
องค์ชายฟื้นขึ้นมาให้ห้องพักในหมู่บ้านผู้ลี้ภัย เมื่อออกมาข้างนอกทรงพบเห็น ความทุกข์ยากหิวโหย ของผู้คน ที่อพยพมาจากดินแดนอื่น แม้ว่า เมื่อสามปีที่แล้วมีการส่งอาหารมาให้จากการเปิดคลังหลวง แต่ประชาชนก็ยังเผชิญกับความทุกข์ยากเหล่านี้ ( แสดงว่าองค์ชาย ทรงใส่ใจความเป็นไปของบ้านเมืองรวมทั้งการบริหารราชกิจของพระบิดา) โซคีฮาบอกว่า "ทุกบ้านเมืองมีคนตกอยู่ในสภาวะนี้เสมอๆ เขาสูญเสียบ้านจากการพนัน สูญเสียประเทศชาติจากการสงคราม คนเหล่านี้ มิได้มีเพียงในดินแดน โคคุเรียวเท่านั้น " โซคีฮายังบอกอีกว่า "องค์ชายจะอยู่ที่นี่อย่างปลอดภัย และจะหาคนมาให้ องค์ชาย โปรดรออีกคืนเดียว" เมื่อกลับมาข้างใน โซคีฮา เตรียมอาหารให้องค์ชาย องค์ชายทรงเรียก คีฮา โซคีฮา ทูลว่า "คนของแคว้นจุนโนสนับสนุนกษัตริย์จนนาทีสุดท้าย"
แต่องค์ชายกลับถามว่า “เจ้าจะสอนข้าไหม “
แต่ โซคีฮา ก็ตอบไปอีกทางว่า "หม่อมฉันส่งคนไปที่เมืองหลวง เพื่อสืบดูสถานการณ์" โซคีฮาตักอาหารมาคุกเข่าตรงหน้าองค์ชาย.
องค์ชาย : "ข้าจะทำอะไรได้ เสนาบดีของอาณาจักร พากันเป็นศัตรูกับกษัตริย์ พวกเขาต้องการฆ่าข้า เพื่อยกกษัตริย์ของพวกเขาขึ้นมา ทหารที่มีหน้าที่คุ้มครองข้า กลับขอให้ข้าเสียสละชีวิตตนเอง และ..ผู้หญิงที่ข้าไว้ใจ กลับรับใช้คนอื่นในฐานะกษัตริย์"



โซคีฮา :"ทรงเกลียดหม่อมฉันหรือ....ทรงต่อว่าหม่อมฉันหรือ...." แล้วโซคีฮา ก็ลุกขึ้นจะเดินผ่านองค์ชาย องค์ชายทรงเอื้อมหัตถ์ไปจับมือโซคีฮาไว้ โซตีฮาเหลียวมามอง ทั้งคู่สบตากัน ต่างองค์ ต่างคน น้ำตาคลอ
องค์ชาย : "เจ้าคงรู้สึกเหนื่อยล้าเหลือเกิน"
โซคีฮา : "ทรงลงโทษหม่อมฉันเถิด หม่อมฉันโกหกพระองค์ "
องค์ชาย : "เจ้า......รับใช้คนอื่นจริง ๆหรือ" (รอคำตอบแล้วถามซ้ำว่า) "ข้ากำลังถามเจ้าว่า .... เจ้าเชื่อจริง ๆหรือ...."
โซคีฮา ไม่ตอบ มีแต่หยดน้ำตาเป็นคำตอบ (เพราะไม่รู้จะตอบอย่างไร) องค์ชายปล่อยมือ ละสายพระเนตรที่เงยมองสบตาโซคีฮาอยู่ น้ำพระเนตรคลอมากขึ้น



องค์ชาย : "มันเป็นโชคชะตาของเจ้าที่จะเป็นฟินิกซ์ คีฮา.... เจ้าอย่าเจ็บปวดเพราะข้าเลย"
โซคีฮา คุกเข่าลงร้องไห้ "... หม่อมฉันจำได้.....ที่หอสมุดหลวง....ตอนที่ตรัสกับหม่อมฉันครั้งแรก...ว่า... หัวใจของหม่อมฉันเต้นแรง เพียงใดแค่ไหน "
โซคีฮาเข้ามากอดองค์ชาย ทั้งคู่ต่างซบไหล่ซึ่งกันและกัน และต่างน้ำตาคลอในโชคชะตา ของตัวเอง



ส่วนที่บ้านตระกูลยอน ยอนโฮแก นั่งพิงเสาหลับตาอยู่กับพื้น มีขวดสุรา กลิ้งอยู่ใกล้ ๆ รายรอบห้องมีเทียนที่จุดไว้ให้แสงสว่าง แต่หัวใจของ ยอนโฮแก กลับหม่นหมองและมืดมน กลัวว่า โซคีฮาจะไม่กลับมาในรุ่งเช้า...ยอนโฮแก ลืมตาขึ้น มองที่เพดานห้องอย่างวิงวอนขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้โซคีฮากลับมา



ก่อนค่อนรุ่งที่บ้านพักผู้ลี้ภัย....... ไม่ขอเล่าว่าองค์ชายลงโทษ โซคีฮา อย่างไร.....ที่โกหกพระองค์ ..และด้วยความเต็มใจของโซคีฮา...อุตส่าห์ รอมาตั้ง 2 พันปี เฮ้อ.................
ก่อนจากไป โซคีฮา สวมเสื้อคลุมของตนเองมานอนซบพระอุระขององค์ชายร้องไห้ และทิ้งจดหมายไว้ บนกองฉลองพระองค์คลุมขององค์ชาย ที่พับไว้เรียบร้อย...



เมื่อขี่ม้าออกมาก็พบทหารของฮวาเซินไล่หลังและดักหน้า แทจังโรมาด้วยตัวเอง ถามโซคีฮาว่า "เจ้าบอกกับท่านโฮแกจะกลับมาตอนพระอาทิตย์ขึ้น เรามาเพื่อพบเจ้า เจ้าอยู่กับเขาหรือ รัชทายาท ทัมด๊ก "
โซคีฮา พูดเสียงดังว่า "อย่าเอ่ยชื่อพระองค์จากปากของท่าน"
แทจังโร : "ข้าเคยเตือนเจ้าแล้วว่าถ้ามีอะไรเกิดขึ้นกับเขา นั่นเป็นเพราะความผิดของเจ้า"
โซคีฮา สบตาแทจังโร อย่างแค้นใจ ส่วน แทจังโร อย่างท้าทาย แล้วโซคีฮา ก็กระตุ้นม้า โผนทะยานฝ่าวงล้อมทหารของแทจังโร จนทหารตกจากม้า แต่ว่า...ผลที่สุด โซคีฮา ก็ไม้พ้นจากอำนาจของแทจังโร

ส่วน ฮยอนโก ที่นั่งบังคับรถม้า มากับ ฮยอนยอง (คนที่หาบขนมหวานเร่ขาย)
ฮยอนยอง ถามว่า "มีผู้พิทักษ์ ฟินิกซ์ 2 คนหรือ "
ฮยอนโก ตอบว่า "เมื่อ 2 พันปีมาแล้ว คาจินเป็นเจ้าของพลังไฟ แต่เทพฮวานอุง ทรงเอาพลังไฟไปให้กับ แซ โอ แห่งเผ่าหมี ทรงทำให้ แซโอ กลายเป็นผู้พิทักษ์ ฟินิกซ์ "
ฮยอนยอง : "เพราะฉะนั้น คาจิน เป็นผู้มีพลังไฟก่อน และ แซโอ คนที่ท่านฮวานอุงให้พลังไฟไป ทั้งสองคน สามารถกลับชาติมาเกิดใหม่"
ฮยอนโก : "เป็นไปได้ เราถึงต้องเดินทางมา เราต้องไปช่วยซูจินี"



องค์ชาย ทัมด๊ก ตื่นบรรทมขึ้นมา พบจดหมายของ โซคีฮา บอกว่า ประตูเมืองด้าน ตะวันออก ตะวันตก และทิศใต้ถูกปิด ผู้นำแคว้นจุนโน และทหารของเขาออกไปจากเมืองหลวงแล้ว กษัตริย์กำลังมีอันตราย หม่อมฉันจะกลับไปพากษัตริย์มาที่นี่อย่างปลอดภัย สถานที่เดียวที่หม่อมฉันกับพระองค์จะอยู่ได้ อย่างปลอดภัยคือแคว้น จุนโน มันเป็นการเดินทางที่อันตราย หม่อมฉันจะนำคนกลับมาคุ้มครองพระองค์ในระหว่างเดินทาง ทรงบอกว่าฟินิกซ์ คือชะตาลิขิตจากสวรรค์ หม่อมฉันจะยอมรับการลงโทษจากสวรรค์ หม่อมฉันยินดีจะรับมันหลังจากได้ใช้ชีวิตร่วมกับพระองค์ รอหม่อมฉันก่อน หม่อมฉันจะรีบกลับมา



องค์ชาย ทรงใช้พระหัตถ์ ลูบ ฉลองพระองค์ ที่พับกองไว้ และโซคีฮา ม้วนจดหมายฉบับนี้วางซ้อนไว้ คงรำลึกไปถึง เจ้าของจดหมายนั่นเอง ......

ป.ล. ที่1 เรื่องย่อแบบยาว คนอ่าน ต้องทำใจกันหน่อยละ เพราะคนเล่า เป็นคนค่อนข้างเอาใจตัวเอง ก็อยากเล่าแบบนี้นี่นา
ป.ล ที่ 2 ที่สุสานหลวง ( ที่จริงเรียกศาลบรรพชนก็ดีเหมือนกันแต่เรียกอย่างนี้มาแต่ต้นน่ะ)องค์ชาย ประทับนั่งที่พื้นฟุบพระพักตร์หลับบนพระกรที่วางบนพระชานุ (ฟุบหน้าหลับบนแขนที่วางบนเข่า น่ะ คุณ Joนึกภาพออกไหม)

Copyright @ Amornbyj & SUE