Tuesday, May 6, 2008

ตำนานนกฟีนิกซ์ ( Legand of the Phoenix)



ฟีนิกซ์ปรากฏตำนานของพวกอียิปต์โบราณ ในฐานะของสัตว์เทพในตำนานซึ่งคู่ควรแก่การบูชา ยกย่อง เคารพ ฟีนิกซ์เกี่ยวข้องกับเทพแห่งไฟ ดังนั้นจะสังเกตได้ว่า ขนนกของฟีนิกซ์นั้นจะออกเป็นประกายเหลืองทองคล้ายเปลวไฟ บ้างก็ว่าปกคลุมด้วยเปลวไฟทั้งตัว ขนาดของนกฟีนิกซ์นี้จะมีขนาดเท่านกอินทรีตัวโต จงอยปากและส่วนขาเป็นสีทอง ประกายขนสีแดงถึงเหลืองทอง มีเสียงร้องที่ไพเราะดังเสียงดนตรี รูปร่างสวยสง่างาม บางครั้งหยิ่งผยอง บางครั้งเปี่ยมด้วยความเป็นมิตร บางตำนานเล่าว่านกนี้สามารถฟื้นชีวิตให้กับผู้ตายได้ และสามารถฟื้นพลังทั้งหมดให้กลับสู่ปกติได้ ฟีนิกซ์เป็นสัตว์ในเทพนิยายที่อยู่ภายใต้การดูแลของเทพแห่งไฟ ฟีนิกซ์เป็นสัตว์ที่นิสัยอ่อนโยน เพลงของฟีนิกซ์มีเวทมนตร์สามารถกระตุ้นความกล้าหาญ แห่งจิตใจบริสุทธิ์ และทำให้เกิดความกลัวในจิตใจที่คิดร้าย เชื่อกันว่าน้ำตาของนกฟีนิกซ์มีพลังในการรักษาบาดแผลได้
ชาวอียิปต์เรียกนกฟินิกซ์ว่าบีนู (Benu) ในช่วงฤดูน้ำหลากของแม่น้ำไนล์ซึ่งหมายถึงเวลาที่แม่น้ำสายสำคัญในอียิปต์ได้เอ่อล้น ท่วมผืนแผ่นดินที่แห้งแล้วให้อุดมสมบูรณ์อีกครั้งนั้น ผู้คนจะมองเห็นนกบีนูหรือนกฟินิกซ์นี้ได้จากที่สูง และแลดูคล้ายกับพระอาทิตย์กับลังลอยอยู่เหนือน้ำ ความเชื่อเกี่ยวกับนกฟีนิกซ์ยังได้ถูกเชื่อมโยงเข้าไปเกี่ยวกับเทพรา (เทพดวงอาทิตย์)หรือที่เรารู้จักกันในนาม เทพอพอลโล (Apollo) ที่วิหารเฮลิโอโปลิส ซึ่งตำนานของเมืองเฮลิโอโปลิสกล่าวว่า บีนูจะถือกำเนิดใหม่จากเปลวไฟอันศักดิ์สิทธ์ ณ วิหารของเทพเจ้ารา โดยบีนูจะขึ้นไปนอนอยู่บนแท่นที่เรียกว่า ben-ben-stone

The Egyptians were the first to speak of Benu, which later became the Phoenix in Greek legends. Benu is mostly depicted as a heron, with a long straight back, a head adorned with two erect feathers, and its plumage red and golden. It was the sacred bird of Heliopolis, city of the Sun, where it stayed on the ben-ben stone or obelisk, inside the town's sanctuary. Its true home was however the Arabian desert; it only came back to Heliopolis to die and be reborn. Benu was associated with the Sun God Ra and with Osiris, God of the Underworld, who is said to have given the secret of eternal life to Benu. Benu symbolises rebirth, as it rises from its ashes like a new sun rises when the old has died. It also symbolises a new period of wealth and fertility, when the Nile flooded the earth each year.



บทกวีที่โด่งดังเกี่ยวกับนกฟีนิกซ์และเป็นที่รู้จักกันทั่วโลกสำหรับนักวรรณกรรม ซึ่งเขียน โดย ปูบลิอัส โอวิดิอัส นาโซ (Publius Ovidius Naso) หรือที่เรารู้จักกันในนาม Ovid จากเรื่อง เมตาร์มอร์ฟอเซส (Metamorphoses 15. 385 ff) 43 ปีก่อนคริสตกาล เขียนบรรยายเป็นบทกวีและมีผู้ถอดความเป็นกลอนแปดของไทย ได้ความว่า :

นกโบราณในนิยายชาวอียิปต์
เป็นนกทิพย์เกิดและตายได้หลายหน
อายุยืนห้าร้อยปีเหมือนมีมนต์
ชื่อฟีนิกซ์นกแห่งชนพ้นกาลเวลา

ไม่กินพืชเมล็ดพันธ์ธัญญาหาร
ดื่มน้ำหวานสมุนไพรมีในป่า
ครบวงจรชีวิตลิขิตมา
จะสร้างรังรอท่าบนยอดไม้

ใช้อุ้งเท้าประจงทำที่เผาศพ
วางเครื่องเทศอวลตลบอบเชยใส่
เปลือกและยางไม้หอมกรุ่นละมุนละไม
กลางควันหอมชีพลับไปให้คนลือ

***ต้องขออภัยเป็นอย่างยิ่งค่ะที่ไม่ทราบว่าผู้เขียนคือใคร...ผู้อ่านท่านใดทราบกรุณาบอกด้วยค่ะ***

Ovid (Publius Ovidius Naso (43 BCE – 17 AD) from Metamorphoses 15. 385 ff ) for a further account of the phoenix:

“Most beings spring from other individuals;
but there is a certain kind which reproduces itself.
The Assyrians call it the Phoenix.
It does not live on fruit or flowers,
but on frankincense and odoriferous gums.
When it has lived five hundred years,
it builds itself a nest in the branches of an oak,
or on the top of a palm tree.
In this it collects cinnamon, and spikenard,
and myrrh, and of these materials
builds a pile on which it deposits itself,
and dying, breathes out its last breath amidst odors.
From the body of the parent bird a young Phoenix issues forth,
destined to live a life as long as its predecessor.
When this has grown up and gathered sufficient strength,
it lifts its nest from the tree (its own cradle and its parent’s sepulcher),
and carries it to the city of Heliopolis in Egypt,
and deposits it in the temple of the Sun.”



ประวัติของ โอวิด (Ovid) หรือ ปูบริอัส โอวิดิอัส นาโซ (Publius Ovidius Naso) เป็นนักกวีชาวโรมันโบราณที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่ง เขามาจากครอบครัวของเศรษฐีผู้มั่งคั่ง พ่อของโอวิดต้องการให้เขาเป็น นักกฎหมาย แต่สิ่งที่โอวิดสนใจมากที่สุดคือการเขียน ดังนั้นเขาจึงเลือกที่จะเดินทางท่องเที่ยวไปยังดินแดนต่าง ๆ เช่น กรีซ อียิปต์ และดินแดน เพื่อจดบันทึกและเขียนบทกวีมากมายหลายเล่ม นอกจากนี้ โอวิดยังสนใจในเรื่องของเทพเจ้าทั้งกรีซ โรมัน อียิปต์ หรือที่เรารู้จักกันในนามว่า “เทพปกรณัม” และยังเป็นผู้ที่เชื่อถือในลัทธิมังสวิรัติ vegetarian ด้วย
บทร้อยกรองของโอวิด ที่มีชื่อเสียงมากที่สุด คือ เมตาร์มอร์ฟอเซส (Metamorphoses) โอวิดมีพรสวรรค์อย่างยิ่งเกี่ยวการจินตนาในเรื่องเทพเจ้าต่าง ๆ ดังนั้นบทละครและบทกวี เมตามอร์ฟอเซส จึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับ เทพเจ้าต่างๆ แปลง กายเป็นมนุษย์และสัตว์ บั้นปลายชีวิตของ Ovid ได้เขียนบทกวี ชื่อ
Ars amatoria (The Art of Love) ศิลปแห่งความรัก บทกวีชิ้นนี้ทำให้จักรพรรดิ Augustus Caesar ไม่พอใจเป็นอย่างมาก พระองค์สั่งปลดเขาออกจากการเป็ยพลเมืองของโรมันและเนรเทศออกจากโรมัน จึงเป็นเหตุให้เขากลายเป็นกวีพลัดถิ่นตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

Publius Ovidius Naso (March 20, 43 BC17 AD) was a Roman poet known to the English-speaking world as Ovid who wrote on many topics, including love (he is the medieval magister amoris, "master of love"), abandoned women and mythological transformations. Traditionally ranked alongside Virgil and Horace as one of the three canonical poets of Latin literature, Ovid was generally considered a great master of the elegiac couplet. His poetry, much imitated during Late Antiquity and the Middle Ages, had a decisive influence on European art and literature for centuries.
Elegiac couplets are the meter of most of Ovid's works: the Amores, his two long erotodidactic poems (the Ars Amatoria and Remedia Amoris), his poem on the Roman calendar (the Fasti), the minor work Medicamina Faciei Femineae (on makeup), his fictional letters from mythological heroines (the Heroides or Epistulae Heroidum), and all the works written in his exile (five books of the Tristia, four of the Epistulae ex Ponto, and the long curse-poem Ibis). The two fragments of the lost tragedy Medea are in iambic trimeter and anapests, respectively; the Metamorphoses was written in dactylic hexameter. (Dactylic hexameter is the meter of Virgil's Aeneid and of Homer's epics.)

Source : http://tsat.transform.to/stories/metamorphoses.08.html

http://en.wikipedia.org/wiki/Ovid

Roytavan : Writer

Monday, May 5, 2008

Damdock Eating..[VOD]

คลิปภาพด้านล่างนี้ myoce เพื่อนเราได้ Post ไว้ใน Talk Box http://www.byj.co.kr/ เป็นภาพที่แฟนคลับชาวญี่ปุ่นได้ทำไว้ และ happiebb ซึ่งอยู่ที่สิงคโปร์ ได้นำไปใส่ไว้ใน
http://happiebb.blogspot.com/ ภาพนี้ดูแล้วก็ขำ ๆ จะว่าเป็นความทุกข์ของดาราใหญ่ก็น่าจะใช่ แม้แต่เวลากินก็ยังมีคนถ่ายภาพไว้...แต่คิดอีกมุมก็เป็นความสุขของแฟนคลับ ทำไงได้...ก็ต้องเลยตามเลย ...
ดูไปแล้วก็ทั้งน่ารักทั้งขำ ๆ...

48712 Yonsama,eating.......[GIF/FLASH] [11] myoce 2008.04.23

Dear BYJ family,
I saw this gif in bb's ramblings: days of being a BYJ fan.
It is from shie's blog :

http://www.geocities.jp/shieasatuma/20wa1.gif



Yonsama ! Please don't talk with your mouth full !!!
You'll get a lot of dust in your mouth !......
[ Sorry YJ, can't help it, it's REFLEX !!............]
Your's truly,
myoce
Thank you, bb !!,
thank you, shie !! We love you !!

Sunday, May 4, 2008

เรื่องย่อ ตำนานจอมกษัตริย์เทพสวรรค์ (ตอนที่ 11)

...ตอนที่ 11...

เสนาบดียอน ขอให้องค์ชายวางอาวุธก่อนและให้คุกเข่าหน้าต่อพระบรมศพ เพื่อรอการตัดสินจากสวรรค์
องค์ชายทรงพระดำเนินไปที่หีบพระบรมศพ ยอนโฮแก เข้ามาขวาง บอกว่า ตนเองก็มีสายเลือดราชวงศ์ ขอเป็นผู้รับพระแสงดาบดาบศักดิ์สิทธิ์ของกษัตริย์จูมงเอง แล้วทำท่าเอื้อมมือไปรับพระแสงดาบ
องค์ชาย ถามเบา ๆว่า เรื่องทั้งหมดนี้ ยอนโฮแก อยู่เบื้องหลังหรือ
ยอนโฮแก กระซิบตอบว่า องค์ชายเสด็จมาที่นี่ทำไม ไม่ควรเสด็จมาที่นี่
องค์ชายทรงถามต่อว่า ยอนโฮแก เป็นคนวางแผน และทำด้วยตัวเองหรือ การหลอกลวงผู้นำแคว้น ปลงพระชนม์กษัตริย์ กล่าวหาว่าทั้งหมดนี้ องค์ชายเป็นผู้กระทำ
ยอนโฮแก ตอบว่า องค์ชาย จะไม่ทรงรอดชีวิตไปจากที่นี่ เสด็จมาทั้งๆที่ทรงทราบเช่นนั้นหรือ


เสนายดียอน พูดเสียงดังขึ้นว่า ทำไมเทวีพยากรณ์ ไม่ทำสิ่งใด ฆาตกรมาที่นี่ตามอำเภอใจ ทำไมท่านยืนมองเฉยอยู่ได้ องค์ชาย ตรัสกับยอนโฮแก ต่อว่า : ข้าอยากจะชื่นชมเจ้า หากว่าทั้งหมดนี้เป็นฝีมือของเจ้า ข้าคิดแม้แต่ว่าเจ้าเหมาะที่จะปกครองอาณาจักรนี้ ถ้าหากเจ้าฉลาดและกล้าหาญเช่นนั้น บางทีเจ้าจะปกครองทั้งหมด
ยอนโฮแก : เพราะเหตุนี้ถึงเสด็จมา เพื่อที่จะมอบมงกุฎให้หม่อมฉันหรือ แล้วหัวเราะเบา ๆ มันสายไปเสียแล้ว พระองค์ควรหนีไปไกลๆ ถ้าหากยังทรงต้องการมีชีวิตอยู่ พระองค์ไม่ควรเสด็จมาที่นี่พร้อมพระแสงดาบ แล้วองค์ชายก็หันไปตรัสถามเทวีพยากรณ์ถึง บุคคลที่อยู่กับกษัตริย์ในสุสานหลวงนอกจากองครักษ์ กั๊กตังเมื่อเทวีเพยากรณ์ ทูลเล่าเรื่องจบ ทรงตรัสว่า : ท่านช่วยถามนางคนนั้นได้หรือไม่ ทำไมนางถึงต้องฆ่าเสด็จพ่อ ท่านช่วยถามนางด้วย
แต่เทวีพยากรณ์ทูลตอบว่า : ผู้หญิงคนนั้นเรียกตัวเองว่าผู้พิทักษ์หัวใจฟินิกซ์ นางมาจากสวรรค์ หม่อมฉันก็รับใช้สวรรค์ หม่อมฉันไม่กล้าถามนาง
ยอนโฮแก พยายามกล่าวหาองค์ชายว่า : ทรงใช้ให้ผู้หญิงที่บริสุทธิ์ มาเกี่ยวข้องความผิดของพระองค์ ทรงทำเรื่องต่ำช้าเพียงนี้เชียวหรือ
องค์ชาย : นางเป็นอย่างใดกันแน่ ผู้หญิงบริสุทธิ์ หรือผู้พิทักษ์หัวใจฟินิกซ์
โซคีฮา เจ็บปวดเหลือเกิน ตัดสินใจ ทูลว่า หม่อมฉันจะตอบถ้าพระองค์ถามหม่อมฉันโดยตรง หม่อมฉันจะตอบ
ยอนโฮแก รีบกลบเกลื่อน ร้องขอกับเทวีพยากรณ์ ให้ตัดสินการทำผิดของรัชทายาท โดยดาบแห่งคำพิพากษา (ดาบ Kauri ) เสนาบดียอน และคนสนิทจอมสอพลอ โชจูโด ช่วยกันเสริม คำร้องของยอนโฮแก
เทวีพยากรณ์ : ดาบแห่งคำพิพากษา ใช้แทงเข้าไปที่หัวใจที่กำลังเต้น แล้วรอฟังคำตัดสินจากสวรรค์ หากผู้นั้นบริสุทธิ์ ก็จะรอดชีวิต แต่ดาบแห่งคำพิพากษา ต้องกระทำโดยกษัตริย์ หรือผู้มีสายเลือดแห่งราชวงศ์ เท่านั้น มิใช่ใครๆ จะทำได้
ยอนโฮแก : ข้าจะทำเอง ข้ามีสายเลือดแห่งราชวงศ์ ข้าจะกระทำโดยใช้ดาบที่ส่งมาจากสวรรค์ พระแสงดาบศักดิ์สิทธิ์ของกษัตริย์ จูมง



ผู้นำแคว้นกวานโน ก็ร้องบอกว่า ต้องการเสียงแห่งสวรรค์ และโชจูโด ก็ทำให้ ทุกคนในที่ประชุม ตบเท้าลงพื้น ตะโกนพร้อมๆกัน ดาบแห่งคำพิพากษา ดาบ kauri ๆๆๆๆ จน ซูจินี ทนไม่ได้ ตะโกนขัดขึ้นว่า : พวกท่านบ้ากันไปหมดแล้ว ถ้าแทงดาบไปที่หัวใจ จะมีใครรอดชีวิต ซูจินี ดิ้นรนจากการจับของ ฮยอนโก : ปล่อยข้าหัวหน้า ข้าต้องพาองค์ชายออกไปจากที่บ้า ๆแห่งนี้ ที่นี่ไม่มีใครถูกต้องปล่อยข้า



องค์ชายหันมาปราม ซูจินีด้วยสายพระเนตร จน ซูจินี สงบลง และทรงยื่นพระแสงดาบให้ ยอนโฮแก ทรงพระดำเนินผ่านโซตีฮา โซคีฮา ทำท่าทางเหมือนจะคว้าหัตถ์องค์ชายห้ามไม่ให้ทำอย่างที่ทรงกระทำอยู่
องค์ชาย : มีคนเรียกข้าว่ากษัตริย์แห่งจูชิน
เทวีพยากรณ์ : มีหม่อมฉันคนหนึ่งในนั้นเพคะ
องค์ชาย : ข้าไม่เข้าใจ..... ข้าเองก็ปรารถนาจะได้ยินเสียงแห่งสวรรค์ ...... สวรรค์มีจริงหรือ สวรรค์รู้จักข้าหรือไม่
เทวีพยากรณ์ : รัชทายาท......ไม่เคยมีใครรอดชีวิตจากดาบแห่งคำพิพากษา.....ทรงยอมแพ้แล้วหรือ เสด็จมาที่นี่เพื่อตามฝ่าบาทไปหรือเพคะ
องค์ชาย : เทวีพยากรณ์ทำไมท่านไม่เชื่อสวรรค์เล่า ถ้าหากอาณาจักรจูชินสร้างโดยสวรรค์ ดังนั้นกษัตริย์แห่งอาณาจักรนี้ก็ไม่ควรตายด้วยดาบแห่งคำพิพากษาของสวรรค์เอง ทรงหันพระพักตร์มาทางด้าน คณะเสนาบดี อีกด้านหนึ่ง ข้า....ทัมด๊ก ยอมรับดาบแห่งคำพิพากษา ตลอดเวลา แทจังโร ที่ยืนแอบด้านนอกห้องโถงของอารามหลวง( ก็ แสดงบทบาท พอใจ สมใจ เป็นระยะ ๆ)


เทวีพยากรณ์ นำนักพรตหญิง สวดมนต์ ยกสองมือขึ้น ......ดาบแห่งคำพิพากษา...โอมเทพเจ้าบนสวรรค์.....ทรงเฝ้ามองลงมา......
องค์ชาย อ้าสองหัตถ์ ออกกาง หลับพระเนตร เตรียมองค์รับดาบแห่งคำพิพากษา ยอนโฮแก เดินถือพระแสงดาบขึ้นมา ผ่านหน้า โซคีฮา ฉับพลันทันใด โซคีฮา ก็แย่งพระแสงดาบ ด้วยสองมือจับด้าม แทงไปสุดแรงที่ดวงหทัยขององค์ชาย พระแสงดาบปักลงที่พระอุระ ทุกคนรวมทั้ง ยอนโฮแกตกตะลึง แทจังโร ถูกใจสุด ๆ
องค์ชายลืมพระเนตร ประสานสายพระเนตรกับสายตาของโซคีฮา ที่ยังกำด้ามพระแสงดาบค้างอยู่
สายพระเนตร ถามว่า : เจ้าทำสิ่งนี้กับเสด็จพ่อของข้าใช่ไหม
สายตาตอบของโซคีฮา : หม่อมฉันเชื่อว่าพระองค์ ..ต้องเชื่อหม่อมฉัน...
สายพระเนตรถามต่อ : เสด็จพ่อของข้าสิ้นพระชนม์เพราะเชื่อเจ้าหรือ
สายตาของคำตอบ : หม่อมฉันจะไม่ยอมให้สิ้นพระชนม์แต่ลำพัง เรา...จะไปด้วยกัน (ไปไหนมา สามวาสองศอก นี่เป็นการคุยคนละเรื่องเดียวกันแล้ว)



อีกอึดใจหนึ่ง องค์ชายทรงหลับพระเนตรลงใหม่ ทรุดองค์ลง ซูจินี ปราดเข้ามาประคององค์ชายก่อนจะทรงกองลงที่พื้นอาราม ร้องไห้โฮ เทวีพยากรณ์ ตกใจ ยืนนิ่ง โซคีฮา ทรุดตัวลงเหมือนกัน คว้าดาบสั้นที่เหน็บไว้ที่เอว เงื้อง่า เหมือนจะฆ่าตัวตาย ตามอง องค์ชาย ร้องไห้ปิ้มว่าจะขาดใจ (อีกแล้ว ... เฮ้อ ..เบื่อ...)



ยอนโฮแก ตกใจยิ่งกว่าใครๆกับท่าทางของโซคีฮา ดาบสั้นของโซคีฮา ค้างอยู่อย่างนั้น เพราะโซคีฮา ที่ไม่ได้ละสายตาจากองค์ชาย เห็นประกายแสงสว่างวาบขึ้นที่บริเวณปากแผล แล้วกระจาย ไปตามคมพระแสงดาบ จนสว่างจ้า ที่ทุกคนในที่นั้น ต้องผงะ บางคนเซถอยหลังกับแสงที่เจิดจ้าบาดสายตาผู้คน แล้วพระแสงดาบศักดิ์สิทธิ์ ก็ค่อยๆละลาย เหลือเพียงด้ามหล่นลงพื้น องค์ชายลืมพระเนตรขึ้น เหมือนเพิ่งตื่นจากบรรทม ลุกขึ้นประทับยืน ทรงเหลียวมองรอบ ๆองค์ อย่าง งง งง ทุกคนตกตะลึง อีกครั้ง แทจังโร ผิดหวังอย่างรุนแรง ซูจินี ก้มเก็บด้ามดาบ งง งวย แต่ดีใจ
เทวีพยากรณ์ ได้สติแล้ว กางสองมือออก : สวรรค์ได้เปล่งเสียงแล้ว รัชทายาท ทัมด๊ก ทรงเป็นผู้บริสุทธิ์ สวรรค์ได้กล่าวผ่านดาบแห่งคำพิพากษา
(ขนาด ฮยอนโก ยังตะลึง ตะลึง ตะลึง กับอภินิหารจากสวรรค์ครั้งนี้เลย เต่าดำ... เอ๊ย... ตัวเองก็มาจากสวรรค์มาหลงหลับใหลไม่รู้ตื่นอยู่ในโลกมนุษย์ แค่ 2 พันปี อาจจะเป็นแค่ 2 วันของเวลาบนสวรรค์เองนะจ๊ะคุณลุงเต่าดำ......) ทหารออกไปติดประกาศ ตามวาจาที่ยืดยาวของเทวีพยากรณ์ ขอแบบย่นย่อก็แล้วกัน



ขณะนี้สัญลักษณ์ผู้พิทักษ์ เต่าดำและฟินิกซ์ ปรากฏขึ้น 2 อย่าง แต่อ้างกษัตริย์ต่างกัน ใครก็ตามที่ได้รับการยอมรับจากอีก 2 ผู้พิทักษ์ คือ มังกรน้ำเงินและเสือขาว อารามหลวงจะประกาศ ให้เป็นกษัตริย์แห่งจูชิน และจะเป็นกษัตริย์แห่งโคคุเรียวด้วยเช่นกัน ในระหว่างนี้องค์รัชทายาท ทัมด๊ก จะเป็นผู้สำเร็จราชการ จนกว่าจะถึงวันนั้น ตอนกลางคืน ทัมด๊ก เสด็จไปที่ท้องพระโรง ทรงรำลึกถึงพระปิตุลาเมื่อวันเข้าเฝ้า และสิ้นพระชนม์ ทรงตรัสกับ ซูจินี ที่ติดสอยห้อยตามพระองค์ตลอดว่า : ทรงไม่เคยต้องการให้ข้าเป็นกษัตริย์โคคุเรียว แต่ทรงต้องการให้ข้า เป็นกษัตริย์แห่งจูชิน
ซูจินี ทูลว่า : การเป็นกษัตริย์จูชินนั้นต้องเป็นกษัตริย์แห่งโคคุเรียวก่อน
ทัมด๊กทรงถามว่า : เจ้ารู้ไหม การเป็นกษัตริย์หมายถึงอะไร
คราวนี้ซูจินี ตอบไม่ค่อยได้เรื่องเท่าไร (เลยไม่เล่า ) ทัมด๊ก ทรงคิดถึงพระบิดา อีก ที่ให้ปิดบังตัวตนที่แท้จริงขององค์ชายไว้ แสดงให้คนทั่วไปเห็นว่าไม่ฉลาด อ่อนแอ ขี้โรค ให้ทุกคนลืมองค์ชาย ไม่ใส่ใจองค์ชาย…. ทรงเอื้อมหัตถ์แตะพนักพิงของราชบัลลังก์ ทูลฝากพระวาจาถึงพระบิดาว่า : หม่อมฉันจะเป็นกษัตริย์ที่เหมาะสมกับราชบัลลังก์ เสด็จพ่อได้โปรดคุ้มครองหม่อมฉัน จนกว่าจะถึงวันนั้น พะย่ะค่ะ


รุ่งเช้าที่ลานระเบียงชั้นบนของพระราชวัง ทรงมีรับสั่งกับหัวหน้าและลูกศิษย์คนโปรด แห่ง
ชาวโคมิล ว่า : หัวหน้าหมู่บ้านโคมิล เจ้าบอกว่าเจ้ารอคอยกษัตริย์จูชินมาเป็นเวลานาน ถ้าเช่นนั้น เจ้าต้องรู้เรื่องเกี่ยวกับกษัตริย์ทุกอย่างดี สอนข้า ..สอนข้าให้เป็นกษัตริย์ที่ดี ข้าพร้อมจะเรียนรู้แล้ว
ฮยอนโก กราบทูลว่า รอพระองค์ มามากกว่า 1 พันปี และทวนรับสั่งว่า ไม่ใช่แค่กษัตริย์ แต่ต้องเป็นกษัตริย์ที่ดีหรือพะย่ะค่ะ ฮยอนยอง ไปเล่าเรื่องกษัตริย์ของชาวโคมิล ถูกดาบแทงที่หัวใจ แต่ทรงรอดชีวิต ด้วยความปลาบปลื้ม ในบุญบารมี แต่บาซอนกลับตะลึง ที่พระแสงดาบของกษัตริย์จูมง ละลายเป็นผง เพราะเป็นสิ่งที่อยากเห็นในชีวิตของบาซอน
ที่บ้านเสนาบดียอน เสนาบดีก็พยายามโน้มน้าวผู้นำแคว้น ว่า เหตุการณ์ในอารามหลวง เป็นการร่วมมือกันหลอกลวง สภาเสนาบดี ของเทวีพยากรณ์และรัชทายาท นั่นเป็นดาบปลอม ไม่ใช่พระแสงดาบศักดิ์สิทธิ์ของกษัตริย์จูมงจริง มีเพียง จอกฮวาน หัวหน้าทหารม้าเหล็ก ที่ยอมรับว่า สวรรค์ได้กล่าวออกมาแล้ว แม้เป็นการชั่วคราวแต่ขณะนี้ องค์รัชทายาท คือกษัตริย์ของโคคุเรียว และข้าจะไม่ยอมให้ใครลบหลู่พระองค์ เพราะนั่นคือลบหลู่ประเทศชาติด้วย


เสนาบดียอนต้องคิดหนัก กับคำพูดของโชจูโดว่า (คนสนิทตัวแสบ) ทำไม ผู้พิทักษ์หัวใจฟินิกซ์ไม่รู้ว่าเป็นดาบปลอม หรือนางสมรู้ร่วมคิดด้วย
ส่วน แทจังโร นั้นยอมรับกับตัวเองแล้วว่า องค์ชาย คือคนที่มาจากสวรรค์ และ พยายามจะลบความทรงจำ ของ โซคีฮา หรือคาจินในชาติก่อน ที่เฝ้าหลงรัก ผู้ชายที่มาจากสวรรค์ ทำพิธีเช่นเคย
“อย่าถอยไปจากข้า ข้าจะลบมันออกไปจากใจเจ้า เจ้าจะได้ไม่ต้องเจ็บปวดอีกต่อไป” แต่คราวนี้ มีพลังต้าน แทจังโร จนผงะเซออกไป (โซคีฮา กำลังเห็นภาพ ที่คาจินกระเด็นลอยตกพื้นในป่าเมื่อใช้พลังไฟทำร้ายเทพฮวานอุง และคาจินต้องสูญเสียพลังไฟ ถูกเก็บพลังไฟในจี้ฟินิกซ์) ซารยางเข้าประคอง โซคีฮา ละล่ำละลักตกใจ แทจังโรบอกว่า มีอะไรบางอย่างในตัวของคีฮา..
ดัลบี ขอให้จูมูชิสอนการต่อสู้ นางจะยอมรับใช้ ทำอาหารให้กินซักผ้าไว้ให้ใส่ ถ้าสั่งให้ไปตาย นางก็จะตาย ในขณะนั้นก็มีคนมาว่าจ้างให้จูมูชิ ไปเข้าร่วมเป็นทหารกับ ยอนโฮแก คนว่าจ้างก็เป็นอาสาสมัครที่อยากได้จูมูชิ มาร่วมสร้างความสนใจในฝีมือ แต่จูมูชิไม่สนใจ มีผู้คนหลั่งไหลกันมาเป็นอาสาสมัคร ที่บ้านตระกูลยอนไม่ขาดสาย ฮยอนยอง แอบดูด้วยความใส่ใจ
ที่หมู่บ้านโคมิล ทัมด๊ก ทรงง่วนอยู่กับการเรียนรู้ที่ ฮยอนโก และผู้อาวุโสของโคมิลถ่ายทอด
“ การเป็นกษัตริย์พระองค์ต้องมีความรู้ก่อน การเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่แห่งจูชิน ต้องเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ของโคคุเรียวก่อน ต้องรู้เกี่ยวกับสถานการณ์ของประเทศเพื่อนบ้าน เพราะประเทศพวกนี้ จะต้องรวมกับเราในฐานะอาณาจักรแห่งจูชิน


กษัตริย์ จินซา แห่งแพคเจได้สูญเสียอำนาจไปมาก เพราะพ่ายแพ้ ต่อปราสาท ซุกฮยุน กษัตริย์ จินซา ขึ้นครองราชย์ เพราะรัชทายาทที่ชอบธรรม องค์ชาย อาชิน ยังทรงพระเยาว์ ทั้ง 13 เมืองทางใต้ของแพคเจ ยอมรับ รัชทายาท อาชิน ว่าคือกษัตริย์ที่ชอบธรรมของพวกเขา “
ทัมด๊ก ได้รับคำถวายรายงานว่า มีผู้คนหลั่งไหลจากทั่วทิศของประเทศ เพื่อเข้าร่วมกับตระกูลยอน พวกเขาเชื่อกันว่า ยอนโฮแก เป็นกษัตริย์จูชิน ที่แท้จริง และตกเป็นเหยื่อของแผนการที่วางไว้อย่างดี ของ ทัมด๊ก และเทวีพยากรณ์ พวกเขาพากันพูดว่ามันไม่ยุติธรรม ต่อ ยอนโฮแก

ฮยอนยอง เล่ากับชาวโคมิลว่า มีคนเป็นหมื่นไปรวมตัวบ้านตระกูลยอน แต่ทำไมกษัตริย์ของเราทรงเยือกเย็นนัก แล้วนี่หัวหน้ามัวไปอยู่ที่ไหน ผู้อาวุโส คนหนึ่งเสนอว่า เราควรจัดการรวบรวมคนบ้างไหม กัมดง องครักษ์ชาวโคมิล ถูกถามเรื่องของกองทหารราชองครักษ์ ได้ความว่าพวกเขารอ ขุนพล โก อูซุง กลับมา ขุนพลโก อยู่ฝั่งไหน กองทหารก็อยู่ฝั่งนั้น ส่วนกองทหารม้าเหล็กของ จอกฮวาน คงอยู่ฝ่ายตระกูลยอน

ฮยอนโกไปค้นหาภาพด้ามดาบในภาพ เทียบกับด้ามพระแสงดาบของกษัตริย์จูมง แล้ว ก็ดีใจ มีฝุ่นคลุ้งบอกอายุของภาพนี้ ตอนคลี่ม้วนภาพออกมาดู

ขุนพลโกอูซุง กลับมา ทัมด๊ก และขุนพลโก กอดกัน น่าซาบซึ้งในความจงรักภักดี และความรักนับถือเชื่อใจระหว่างขุนพลโกและ ทัมด๊ก ที่มีต่อกัน ขุนพลโกกราบทูลว่า เห็นพระองค์ปลอดภัยและปกติสุขดี ถึงตายก็นอนตายตาหลับได้ ส่วนทัมด๊ก ตรัสว่า ขอบใจที่ท่านมา...ข้ารอท่านนานแล้ว ขุนพลโก พา หัวหน้าแคว้นจุนโนมาด้วย
ฮีกแก : หม่อมฉันคือผู้นำแคว้นจุนโน แล้วก้มคำนับ
ทัมด๊ก : ข้าทัมด๊ก คนที่เป็นต้นเหตุให้บุตรชายของท่านตาย
ฮีกแก : หม่อมฉันทราบแล้ว ลูกชายของหม่อมฉันตายเพื่อช่วยชีวิตพระองค์ หม่อมฉันทราบว่าพระองค์ขึ้นเป็นกษัตริย์ และเตรียมการสงครามกับตระกูลยอน ตระกูลยอนกำลังรวบรวมคนทั่วดินแดน แต่พระองค์กลับอยู่ในห้องสมุดเปื้อนฝุ่น อ่านตำราเก่าคร่ำคร่า
ทัมด๊ก : จากการประเมินสถานการณ์ เมื่อวานตระกูลยอนมีทหารมากกว่า1 หมื่น 9 พันคน ในขณะที่ทหารของประเทศ ยังมีไม่ถึง 8 พัน คน
ฮีกแก หลับตาลงแบบเหนื่อยใจ ทูลถามว่า พระองค์ทรงต้องการเป็นกษัตริย์แห่งจูชิน จริงหรือพะย่ะค่ะ
ทัมด๊ก : ข้าพยายามทุกวิถีทาง นั่นเป็นทางเดียว ที่ชีวิตของลูกชายท่าน และคนของจุนโนไม่สูญเปล่า แล้วหันไปที่บุตรชายที่เหลือของฮีกแก ที่สะอื้นน้อยๆ น้ำตาไหล ทัมด๊ก ทรงประทับยืนตรงหน้าถามว่าเจ้าหายดีแล้วหรือ ทรงได้รับคำตอบ จากการพนักหน้า ทัมด๊ก ตรัสว่า ข้า...
แต่ถูกขัดว่าไม่ต้องตรัสสิ่งใด ดูริน้อย และโซว ดูรู พวกเขารู้ว่าทรงรู้สึกอย่างไร ไม่ต้องตรัสสิ่งใดอีกพะย่ะค่ะ

ฮยอนยอง และ ซูจินี ไปตลาด พบประกาศจัดงานประลองฝีมือนักรบ ที่บ้านตระกูลยอนจัดขึ้น ผู้ชนะจะได้รางวัล 100 เหรียญ นักสู้ 7 อันดับแรก จะได้ตำแหน่งและค่าจ้างในกองทหารตระกูลยอน ซูจินี ก็บ่นโวยวาย เกือบมีเรื่องกับทหารบ้านตระกูลยอน ฮยอนยอง รีบฉุด ออกมาเสียก่อน แล้วก็เห็นสิ่งที่น่าสนใจ คือขวดสุราเต็มตะกร้าที่พ่อค้าหาบขายอยู่
ขณะจะดื่มเหล้า ที่ซูจินีขโมยมาจากพ่อค้า (ว่างเว้นไปนานแต่ฝีมือยังไม่ตกเลย)ก็พบสิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าเหล้า นั่นคือแทจังโรและเกี้ยว(ที่มีโซคีฮาอยู่ในนั้น) มุ่งหน้าไปบ้านตระกูลยอน ซูจินี ไม่สนเหล้าแล้ว สอง คนกับ ฮยอนยอง ลอบตามเข้าบ้านตระกูลยอน ที่โซคีฮา เดินตัวแข็งทื่อ เข้าไปในบ้านกับ แทจังโร

เสนาบดียอนคุยให้ แทจังโรฟังว่า ขุนพล โกอูซุง กลับมาแล้ว และอยู่ฝ่าย ทัมด๊ก รวมทั้งกองทหารองครักษ์ด้วย และยังมี ฮีกแก แห่งแคว้นจุนโน แทจังโร ไม่สนใจข่าวนี้ เร่งให้เสนาบดี ไปดู โซคีฮา ที่นอนสลบหลับใหล อยู่บนเตียง และบอกว่า โซคีฮา ไม่สามารถเดินไปตามเส้นทางของนางได้ เพราะมีบางสิ่งมาเบี่ยงเบนความตั้งใจของนาง เราได้ทำพิธีกรรมให้แล้ว เพื่อให้ความตั้งใจนั้นกลับคืนมาอีกครั้ง แต่มีบางสิ่งผิดปกติ นางไม่รู้สึกตัวมาหลายวันแล้ว นางเข้าสู่ภวังค์ของตนเอง และยังไม่กลับออกมา ข้าคิดว่า ท่านโฮแก จะปลุกให้นางตื่นขึ้นมาได้ ข้าเลยพานางมาที่นี่

โซคีฮา เห็นคาจิน กรีดร้องตะโกน ตอนพุ่งดาบเพลิงใส่เทพฮวานอุง แต่เหมือนมีแรงดูด พลังไฟ คาจิน พยามยื้อไว้
ยอนโฮแก เข้ามาในห้อง พบไอร้อนแผ่ซ่านไปทั่วห้อง เทียนที่จุดไว้หลอมละลายแบบถูกความร้อนสูง ดอกไม้ในห้อง เหี่ยวเฉา และยอนโฮแกเองต้องถอดเสื้อคลุมออกเหงื่อซึม มานั่งข้างเตียงที่ โซคีฮา กำลังเหมือนอยู่ในฝันร้าย ตัวสะดุ้งบ่อย ๆ ซูจินี ที่แอบดูอยู่ ยังสัมผัสผิวพื้นหน้าต่างฉลุลวดลาย ไม่ได้เพราะร้อนจัด แล้ว โซคีฮา ก็เห็น คาจินกระเด็นลอยตกพื้น เมื่อ เทพฮวานอุงเก็บพลังไฟของเธอไปหมด น้ำตา โซคีฮาไหลรินทั้งที่หลับตา แล้วก็เห็น แซโอ กลายเป็นฟินิกซ์ ดำ เปลวเพลิงที่ร้อนแรง เทพฮวานอุงยกฝ่าพระหัตถ์ ยับยั้งเปลวเพลิง คาจิน กระเด็นกองริมหน้าผา แล้วภาพสุดท้ายที่คาจิน หงายหลังลงหน้าผา โซคีฮา ผวาสุดตัว ยอนโฮแก รีบสวมกอดและประคอง เธอขึ้นครึ่งตัวบนเตียง โซคีฮา ทั้งที่หลับตา ทำท่าเจ็บปวด ร้องไห้ น้ำตาไหลพราก ยึดแขน ยอนโฮแกแน่น แบบหาที่พึ่ง ยอนโฮแก แสนสงสาร แสนรัก กอด โซคีฮา แน่น ใบหน้า ทั้ง 2 คน ชิดใกล้กัน นั่น ทำให้ ซูจินี ที่แอบดูอยู่ แต่ไม่รู้สถานการณ์ แท้จริง ตกใจ ทำตาโต ถอยห่างออกมา



บาซอนถูกทาบทามให้ขายโรงตีเหล็กและไปเข้าร่วมกับ บ้านตระกูลยอน เพื่อคอยซ่อมแซมอาวุธ บาซอน ไม่สนใจจำนวนเงินที่ผู้ชักชวนจะเสนอ แถมไล่ส่ง และบอกว่า ตนเองไม่ถูกกับบ้านตระกูลยอน ขุนพลโก และทหาร หลายนายก็มาหาบาซอน เช่นกัน บาซอนเข้ามาทักทายขุนพลโก คิดว่าขุนพลโกจะมาหาจูมูชิ ส่งเสียงตะโกนเรียกหาจูมูชิ แต่มีเสียงทักทายจาก ฮยอนโก ตอบกลับมาแทน ทัมดัก เสด็จมาด้วยพระองค์เอง บาซอนตกใจ แล้วยิ่งตกใจขึ้นไปอีก เมื่อขุนพลโก บอกว่า : พระองค์คือกษัตริย์ของเจ้า คำนับเสีย
บาซอน เงอะงะ แล้วทรุดตัวลงคำนับ และหมอบลงไม่เงยหน้า
ทัมด๊ก โน้มองค์ลงตรัสด้วยอย่างอ่อนโยน ว่า : พวกเขาพูดกันว่าเจ้าเป็นช่างตีเหล็กที่เก่งที่สุดในปราสาทโกกแน
บาซอน หมอบอยู่ ทำตัวขยุกขยิก ( จะว่าสั่นก็ไม่เชิง)
ทัมด๊ก แย้มพระโอษฐ์ละมุนละไม ยังโน้มองค์ ดำรัสด้วยใกล้ ๆ บาซอน : นี่ทำไมเจ้าไม่ลุกขึ้น ข้าเป็นคนที่ต้องการความช่วยเหลือจากเจ้า นะ อีกไม่ช้า เราจะต้องเข้าสู่สงคราม เจ้าจะช่วยข้าปกป้องคนของข้าได้หรือไม่ หัวหน้า ฮยอนโก เล่าให้ข้าฟังว่า เจ้าสามารถช่วยข้าในเรื่องนี้ได้
บาซอนขยับตัวลุกขึ้น แล้วก็มุดลงไปอีก
บาซอน : เอ้อ ... เอ้อ ... พระองค์ไม่ต้องการให้หม่อมฉัน ทำอาวุธฆ่าคน แต่... ปกป้องเขาหรือเพคะ
ทัมด๊ก : เจ้าช่วยได้หรือไม่

บาซอน พา ทัมด๊ก ฮยอนโก และขุนพลโก ไปดู ชุดเสื้อเกราะที่ สะสมไว้ บาซอน บอก คุณสมบัติข้อดีข้อเสียของแต่ละชุด ทัมดัก ฟัง บาซอน อธิบายชุดเกราะ ทรงพระสรวล ขำขัน ไปด้วย ทรงสนพระทัยชุดสุดท้าย และทรงประทานคำวิจารณ์ ชุดนี้ บาซอนเขินและดีใจมาก นั่นเป็นชุดของบาซอนเอง (3-4 ชุด ที่แล้วมา เป็นตัวอย่างของคนอื่นที่บาซอนสะสมไว้เฉยๆเพื่อศึกษา) แล้วบาซอนก็สวมใส่มาให้ขุนพลโก ยิงด้วยธนูเพื่อทดสอบ เพราะหากทรงทอดพระเนตรเองจะเข้าพระทัยมากกว่า การอธิบาย บาซอนทรุดตัวลงตอนโดนลูกธนู ยิงใส่ (คงเป็นเพราะความแรงของลูกธนู) ทัมด๊ก ทรงวิ่งมาดูบาซอน บาซอนเก็บลูกธนูถวาย ทัมด๊ก ทรงพยุงให้บาซอนลุกขึ้นและยื่นพระหัตถ์ให้บาซอนจับเป็นหลักยึดตอนลุกขึ้น และแย้มพระสรวลให้ บาซอน มองมือตัวเองเหมือนว่าตัวเองฝันไป ปลื้มใจสุดๆ อีกต่างหาก

ยอนโฮแก ถือต้นไม้มาเปลี่ยนให้ที่ห้องโซคีฮา แล้ว นั่งลงที่ขอบเตียงจัดผมให้ และ พูดกับ โซคีฮาว่า เมื่อไหร่เจ้าจึงจะตื่น ...ตื่นเถอะได้โปรด ลืมตาขึ้นมาดูข้า ข้ากำลังจะไปแล้ว เพื่อความมั่นคงต่อเจ้า ข้าอยากอยู่กับเจ้า ข้าต้องการให้เจ้าอยู่ข้างข้า แบบนี้ ข้าคิดว่า ข้าสามารถเป็นคนดี แล้วก็ก้มลงจูบหน้าผากโซคีฮา แล้วก็ออกจากห้องไป ในขณะนั้นโซคีฮา กำลังฝันเห็นภาพ ตัวเองนอนแนบชิดองค์ชาย ในชุดนอนสีขาว องค์ชาย ที่สวมฉลองพระองค์เปิดพระอุระลงมาลึก (ถ้าเป็นเสื้อแบบติดกระดุม ก็ คือ ไม่ติดดุมเสื้อเลย) หัตถ์ขององค์ชายกุมมือโซคีฮา วางบนอุระขององค์ชาย ที่บ้านชายแดนผู้ลี้ภัย คืนวันที่วาบหวานของเธอและองค์ชาย แล้วก็กลายเป็นภาพที่เธอเองใช้ดาบแทงไปที่ดวงหทัยขององค์ชาย องค์ชายหลับพระเนตร ทรุดองค์ลงที่พื้นอาราม โซคีฮา บนเตียงสะดุ้งลืมตาตื่นลุกขึ้นนั่ง รู้สึกมีสิ่งผิดปกติที่ท้อง เธอเอาสองมือมากุม ทำท่าทางรำลึกถึงเรื่องบางอย่าง แล้วก็ร้องไห้ น้ำตาไหล คลื่นไส้ ทำท่าขย้อนจะอาเจียน จนซารยางที่ประคองถาดยาและอาหารมาต้องค่อยๆ ถอยหลังกลับไป ( น่าสงสาร ซารยางอีกคนแล้ว)


ที่โรงตีเหล็กของบาซอน ทัมด๊ก และคณะยังไม่กลับ เสียงจูมูชิ ดังมาก่อนบอกบาซอนว่าข้ากลับมาแล้ว ทัมด๊ก ที่ประทับนั่งทอดพระเนตรหัวลูกธนู หันพระพักตร์ไปตามเสียง ฮยอนโก ถวายคำรายงานว่า เขานั่นเอง เป็นนักรบที่เก่งกล้าที่สุดในโคคุเรียว เป็นคำพูด ที่คนอื่นพูดถึงเขา คนที่มาจากชนบทก็เป็นนักขี่ม้าโดยธรรมชาติอยู่แล้ว แล้ว ฮยอนโก ก็นำ ทัมด๊ก พระราชดำเนินไปหา จูมูชิ ทูลถวายคำรายงานต่อว่า พวกเขาถูกพาขึ้นหลังม้า ตั้งแต่ยังเป็นทารก ถ้ามีม้าดี ๆ พวกเขาสามารถขี่ม้าได้ 500 ลี้ในคืนเดียว พะย่ะค่ะ
ทัมด๊ก ไปถึง จูมูชิ : เจ้าคือจูมูชิหรือ ข้า ทัมด๊ก เมื่อเร็วๆนี้ข้าขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งโคคุเรียว
ขุนพลโก : เจ้าไม่รู้วิธีปฏิบัติตัวต่อหน้ากษัตริย์หรือ
ทัมด๊ก ยกพระหัตถ์กันทำท่าห้ามขุนพลโก : ชายคนนี้เป็นทหารรับจ้างเผ่ามัลกัล เราไม่ควรบังคับให้เขาปฏิบัติเช่นเดียวกับพวกเรา แล้วทรงหันมาทาง จูมูชิ พระเนตรสบตาจูมูชิ จูมูชิ ก้มศีรษะลงนิดเดียว พอเป็นพิธีจริงๆ(ลูกน้องก็ทำตาม) แล้วจูมูชิก็พูดว่า เราไม่รับงานที่อยู่ในเงื่อนไขนี้ ประการแรกเราไม่โจมตีข้างหลัง ข้อสอง เราไม่ทำร้ายผู้หญิงคนแก่และเด็ก ข้อสามเราไม่รับงานถ้าไม่ชอบผู้ว่าจ้าง
ทัมด๊ก : แล้วข้าล่ะ
จูมูชิ : ข้าไม่ชอบท่าน ดัลบี ที่ยืนลุ้นอยู่ทำท่าผิดหวัง
ทัมด๊ก สายพระเนตรมองต่ำ ทำท่าถอนพระทัย : แย่จริง...ข้าก็ไม่มีเวลาเสียด้วย เงยพระเนตรขึ้นดำรัสไปแย้มพระโอษฐ์ไป : ข้าจะต้องรอจนกว่าเจ้าจะชอบข้าหรือ แย้มพระโอษฐ์ให้ จูมูชิ อีกครั้ง พระราชดำเนินออกจากตรงนั้นกับ ฮยอนโก และขุนพลโก สองสาม ก้าว ทรงหันมาทอดพระเนตร จูมูชิ ฮยอนโกและขุนพล โก ก็หันมามองตาม พอดีมีทหารมาส่งข่าวเป็นสาร ขุนพลโกรับมาอ่าน แล้วเข้ามากราบทูล ทัมด๊ก ที่ประทับนั่งทอดพระเนตรแผนที่กับ ฮยอนโก

ตระกูลขุนนางกำลังร้องขอให้มีการประชุมสภาเพื่อพิจารณากองกำลังทหารของยอนโฮแก... กำลังปรึกษากันด้วยข่าวนี้
ดัลบี ก็เข้ามาลาจูมูชิ กล่าวขอบคุณในสิ่งที่แล้วมา นางกำลังจะไปรวมกับกษัตริย์ ที่กำลังต่อสู้กับตระกูลยอน : ถ้าเราช่วยพระองค์ พระองค์จะชนะใช่ไหม ดังนั้นข้าต้องไปกับพระองค์
ลูกน้อง มันดัก เข้ามาย้ำอีกว่า หัวหน้านางจะไปแล้ว จูมูชิ นิ่งไปอึดใจก็คว้าขวานพาดบ่า เข้าไปหา ทัมด๊ก ตะโกนถามว่า ท่านต่อสู้เป็นไหม ทัมด๊ก ฮยอนโก และขุนพลโก เงยหน้าจากแผ่นแผนที่บนโต๊ะ ขุนพลโก ขยับเข้าขวาง
ทัมด๊ก : เจ้าต้องการสู้กับข้าหรือ
จูมูชิ : ข้าไม่สามารถรับงานได้เพราะข้าไม่ชอบหน้าท่าน ข้าไม่ชอบรับใช้กษัตริย์องค์ไหน ถ้าเอาชนะข้าได้ ข้าจะรับใช้ท่าน 1 ปี
ทัมด๊ก และฮยอนโก อมยิ้ม
ทัมด๊ก : แต่ข้าได้ยินมาว่า เจ้าสามารถดึงเขาควายได้ด้วยมือเปล่า และฝีมือขวานของเจ้าก็หาคนสู้ด้วยยาก ข้าไม่แน่ใจว่าจะเอาชนะเจ้าได้
จูมูชิ หันไปทางขุนพลโก : ถ้าอย่างนั้นท่านจะสู้กับข้าไหม
ขุนพลโก หันไปมอง ทัมด๊ก ทัมด๊ก ทรงพระสรวล ตรัสว่า : ถ้าขุนพลโกชนะเจ้า เจ้าต้องรับใช้ขุนพลโก
จูมูชิ หงุดหงิดผิดหวัง (อุตส่าห์อ่อนข้อง้องอนแล้วนะนี่) : ถ้าเช่นนั้น ก็ลืมไปเสียเถอะ แล้วก็เดินหันหลังให้ ทัมด๊ก
ทัมด๊ก : 30 ครั้ง จูมูชิชะงัก ขุนพลโกก็หันมา
ทัมด๊ก : ข้าจะพยายามต้านทานขวานของเจ้าให้ได้ 30 ครั้ง จูมูชิหันมามอง
ทัมด๊ก ทรงลุกจากพระเก้าอี้ : ถ้าข้ารอดชีวิต แสดงว่าข้าชนะ
จูมูชิ : แค่ 2 ครั้ง ท่านจะรอดหรือ ( ชิ... ชิ.. เจ้า เสือขาว เจ้าเสือดื้อ เมื่อไรเจ้าจะตื่นเสียที)
ทัมด๊ก : ถ้าเช่นนั้น 10 ครั้ง
จูมูชิ : ตกลง 10 ครั้ง จูมูชิ หันไปมอง ดัลบี ดัลบี ยืนสองมือกุมประสานไว้ข้างหน้า หลบสายตา จูมูชิ ลงต่ำ

Copyright @ Amornbyj & SUE

เรื่องย่อ ตำนานจอมกษัตริย์เทพสวรรค์ (ตอนที่ 10)


...ตอนที่ 10...

แทจังโร บอกเสนาบดียอน ว่า ตนเองไม่เห็นด้วยกับความเชื่อที่ว่า โองการสวรรค์ส่งผ่านอารามหลวงโดยเทวีพยากรณ์ ความต้องการของประชาชนต่างหาก คือความต้องการของสวรรค์ แทจังโร ได้สร้างข่าวลือ มากมาย ที่ เสนาบดียอนเอง ก็สงสัยว่า ว่าข่าวลือที่มีอยู่ทั่วไปนั้น เป็นเรื่องที่สร้างขึ้น แล้วเรื่องจริงคืออย่างไร จริงหรือไม่ที่มีสัญลักษณ์ผู้พิทักษ์ ปรากฏขึ้นอีก 1 อย่าง แทจังโร ตอบว่า เขาพูดกันว่า มีแสงส่องสว่างและรัชทายาท หายพระองค์ไปทันทีพร้อมกับผู้คนจำนวนหนึ่ง ดังนั้นรัชทายาท ก็ควรเป็น กษัตริย์จูชินด้วย เสนาบดียอน ย้อนว่า ท่านเป็นคนบอกข้าเองว่า ลูกชายข้า ยอน โฮแก คือกษัตริย์จูชิน ที่ พวกท่าน ฮวาเซิน รอคอย
แทจังโร หัวเราะอย่างชั่วร้ายและมีเล่ห์เหลี่ยมว่า เผ่าฮวาเซิน และตัวข้าเอง กำลังไตร่ตรองอย่าง ลึกซึ้งว่าเราควรรับใช้ ท่าน ยอน โฮแกหรือไม่ เราจะไม่รับใช้กษัตริย์ผิดพระองค์ ในเมื่อพวกเราใช้เวลารอคอยมาถึง 2 พันปี เสนาบดียอน ส่ายหน้าย้อนว่า มันไม่สายไปหรือที่จะเปลี่ยนใจ หรือจะให้ข้ากล่าวหาท่านว่า เป็นคนปลงพระชนม์กษัตริย์ แต่ แทจังโร ย้อนว่า เราสามารถเปิดเผยได้ว่าใครเป็นผู้ชักใยอยู่เบื้องหลัง เสนาบดี ต้องรำพึงขึ้นว่า ข้ากำลังจับหางเสืออยู่หรือนี่ !!แทจังโรตอบว่า ในเมื่อท่านจับมันได้แล้ว ทำไมไม่ใช้ประโยชน์ให้มันเหมาะสมเล่า เสนาบดียอนได้แต่ถามว่า ท่านต้องการอะไร........

ยอนโฮแก ตื่นจาก นอนฝันเห็นภาพที่ต่อสู้กับองค์ชาย และเกิดแสงสว่างล้อมรอบองค์ชาย ด้วยท่าทางตระหนก และกลายเป็นโกรธอาละวาด เมื่อ ออกจากห้องก็ถูก โซคีฮา ใช้มีด จี้ที่ ลำคอ ถามว่าฆ่าองค์ชายสำเร็จหรือไม่ ยอนโฮแก ถามว่าถ้าทำสำเร็จเล่า โซคีฮาบอกว่าข้าจะเป็นคนแรกที่แก้แค้นให้กับคนที่ข้ารัก แล้วชดเชยการกระทำทีหลัง
ยอนโฮแก : คนที่ท่านเรียกว่าคนรัก คือญาติของข้า ทัมด๊ก เขาเป็นกษัตริย์จูชินที่แท้จริงหรือ ข้าเห็นมันตอนที่ข้าเคลื่อนไหวไม่ได้เพราะแสงสว่างจ้านั้น คีฮา ผู้พิทักษ์ฟินิกซ์ ทำไมจึงคุกเข่าต่อหน้าข้า ท่านแน่ใจหรือว่าข้าคือกษัตริย์หรือ จริงไหม พูดอะไรสักอย่าง..... ข้า โฮแก อาจไม่ใช่กษัตริย์จูชิน เพราะฉะนั้น ฟินิกซ์ แทงข้าสิ ถ้าท่านเป็นผู้พิทักษ์หัวใจฟินิกซ์จริง ท่านไม่ควรฆ่าข้า ถ้าท่านเป็นฟินิกซ์จริง ข้าไม่ควรตายด้วยมือท่าน แล้วก็เปิด เสื้อออก ท้าว่า นี่คือหัวใจของข้า แทงข้าด้วยมือของนางสิ เอาเลย

ฮีกแก หัวหน้าแคว้นจุนโนจัดพิธีเผาศพ บุตรชาย และผู้ร่วมทีมโปโลสีดำ ณ.ทีนี่เราขอส่งนักรบของจุนโนไปยังสวรรค์ พวกเขาตายเพื่อกษัตริย์จูชิน นกสามขาทอง ได้โปรดมารับ วิญญาณเขาเหล่านี้ไปสู่สรวงสวรรค์ ด้วยเถิด มีขุนพลโกอูซุง ร่วมงานนี้ด้วย (นกสามขาทอง-สัญลักษณ์ ของชนเผ่าจูชิน)


องค์ชาย ตื่นบรรทมที่หมู่บ้านโคมิล และไม่คิดจะอยู่ที่หมู่บ้านนี้ หัวหน้า ฮยอนโก และผู้อาวุโสของเผ่า ทูลองค์ชายว่า ทรงถูกกล่าวหาว่าร่วมมือกับเผ่าจุนโน ในการลอบปลงพระชนม์กษัตริย์ รัชทายาทลักพาตัวบุตรชายผู้นำ 3 แคว้น และใช้ข่มขู่ เพื่อจะขึ้นเป็นกษัตริย์ แต่ไม่ได้ผล จึงต้องปลงพระชนม์เพื่อสถาปนาพระองค์เองเป็นกษัตริย์ นอกจากนี้ ยอนโฮแก ได้ตามล้างแค้น และประหารองค์ชาย ทุกอย่างจบลงแบบนี้ แล้ว แต่การที่องค์ชายยังมีพระชนม์อยู่ ก็จะทำให้ คนเหล่านี้กลัว และตามฆ่าพระองค์ กษัตริย์ พระบิดา ขององค์ชาย สิ้นพระชนม์แล้ว พระองค์และหม่อมฉันได้ยินพร้อมกันว่า นักพรต โซคีฮา เป็นคนปลงประชนม์กษัตริย์ นางเป็นคนของฮวาเซิน ซึ่งเป็นเผ่าที่ชั่วร้าย ต่อต้านกษัตริย์จูชิน พระองค์ต้องอยู่ให้ห่างจากนาง พวกเราโคมิล มิได้รับใช้กษัตริย์ โคคุเรียว พวกเรารับใช้กษัตริย์จูชิน ที่ อยู่ตรงหน้าพวกเราในขณะนี้องค์ชาย ตรัส ด้วยแรงแห่งพระอารมณ์ ในขณะนั้น กับ ฮยอนโก และคนในเผ่าโคมิลที่ยืนเป็นกลุ่มอยู่ว่า เจ้า ไม่มีหูฟังหรือ ไม่มีสมองคิดหรือ ข้า ทัมด๊ก ข้าต้องการมีชิวิตอยู่เสียเหลือเกิน ข้าใช้คนมายืนกำบังลูกธนูให้ตัวเอง ข้าคนนั้นที่ละทิ้งบ้านเมืองและพระบิดา เพียงผู้หญิงเพียงคนเดียว น้ำพระเนตรกลิ้งลงมา เจ้ายังจะเรียกข้าว่ากษัตริย์ อีกหรือ ไปหาคนอื่นเถอะ ไปหาคนที่บ้าเช่นเดียวกับพวกเจ้า



องค์ชายออกจากหมู่บ้านโคมิล เพื่อ จะไปให้เห็นด้วยองค์เอง เรื่องกษัตริย์สิ้นพระชนม์แล้ว ซูจินี ตามออกมาข้างหลังองค์ชาย ฮยอนโก พยายามคว้าไหล่ ซูจินี ไว้ แต่ไม่ทันการ
เสนาบดียอน ไปหาเทวีพยากรณ์ เพื่อให้เทวีพยากรณ์ หาผู้กระทำผิด เรื่องกษัตริย์ถูกลอบปลงพระชนม์ เทวีพยากรณ์ บอกว่า ถ้าพบผู้กระทำผิด ก็ย่อมต้องมีการลงโทษ และเทวีได้แสดงออกที่ จะไม่เดินตามเส้นทางที่เสนาบดียอนต้องการ เสนาบดี จึงพูดทิ้งท้ายไว้ว่า ถ้าท่านต้องการ เป็นเทวีพยากรณ์ไปชั่วอายุขัย ก็ควรคิดให้ลึกซึ้งกว่านี้


ที่ท้องพระโรง ผู้บัญชาการปราสาท ดัลจา และโชจูโด คนสนิทของเสนาบดียอน เข้ามา เสนาบดียอน สอบสวน โชจูโด และผู้บัญชาการปราสาท ดัลจา ทั้งเสนาบดียอนและโชจูโด ช่วยกันทำให้การสอบสวนชี้นำประเด็น ที่ ผู้บัญชาการปราสาท ดัลจา เอง ออกอาการ พูดไม่ออกบอกไม่ถูก อึดอัด อยากคัดค้าน แต่จนปัญญา เรื่องสรุปโดยเสนาบดียอน ว่า หัวหน้าหน่วยองครักษ์หญิง กั๊กตัง ถูกรัชทายาทหลอกลวงให้ละเมิดกฎราชสำนักเข้าไปปลงพระชนม์กษัตริย์ ในสุสานหลวง ( ที่สุสานหลวงนี้ จะมีแต่เชื้อพระวงศ์ เท่านั้นที่จะสามารถเข้าไปข้างในได้) แล้วยัง ขโมย พระแสงดาบศักดิ์สิทธิ์ของกษัตริย์จูมง นำไปมอบให้รัชทายาท ที่นอกประตูปราสาท ดัลจา เสนาบดียอนยังประกาศต่อสภาเสนาบดีว่า ข้า ยอน การยอ ผู้นำแคว้นเครุ และ เสนาบดีของโคคุเรียว ขอเสนอแนะต่อสภาดังนี้ จนกว่าเราจะสอบสวนเรื่องการสวรรคตของฝ่าบาทได้ รัชทายาทจะถูกถอนสิทธิ์ ทุกคนในท้องพระโรงขยับตัว สีหน้าผู้บัญชาการปราสาทดัลจาไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง เสนาบดี ยอน รีบกล่าวต่อ ข้าจะออกประกาศจับองค์รัชทายาททัมด๊ก ก่อนที่จะทรงถูกประชาชนจับพระองค์ได้ และรัชทายาท จะต้องเดินเข้ามาด้วยองค์เอง ผู้บัญชาการปราสาทดัลจาทำท่าจะค้านแต่ไม่มีโอกาส เสนาบดียอน กล่าวต่ออีกว่า ยิ่งไปกว่านั้น จนกว่าจะมีการสถาปนากษัตริย์พระองค์ใหม่ โดยการสืบจากสวรรค์สู่บัลลังก์ เรื่องต่างๆ ในอาณาจักรนี้ จะตัดสินโดย ผู้นำแคว้นทั้ง 5 ของโดคุเรียว ทุกคนจะเห็นด้วยหรือไม่ สักครู่ก็มีเสียง ข้าเห็นด้วย ตามมาด้วย ข้าเห็นด้วย ๆ พร้อมเสียงตบเท้ากระแทกลงกับพื้น ผู้บัญชาการปราสาท หมุนตัวเองไปรอบ ๆตามเสียง ตะโกนเห็นด้วย
แล้วทหารก็นำประกาศไปติดทั่วเมือง



ประกาศที่ติดไว้มีความว่า ในคืนข้างแรมนี้ อารามแห่งเทวีพยากรณ์ จะติดต่อกับสวรรค์ องค์รัชทายาททัมด๊ก จะต้องเสด็จมาและทรงอธิบายด้วยพระองค์เอง ว่าใครปลงพระชนม์กษัตริย์ และใครมีพระแสงดาบของกษัตริย์จูมงประชาชนพากันวิพากษ์วิจารณ์ ว่ารัชทายาทปลงพระชนม์พระบิดา เพื่อขึ้นเป็นกษัตริย์ซึ่งแม้แต่สุนัข ก็ยังไม่กัดพ่อของมันเอง หาก รัชทายาทไม่มาประชาชนจะเป็นหูเป็นตาให้บ้านเมือง คนแบบนี้ ก็จะถูกลูกของตัวเองฆ่าเช่นกัน



องค์ชายเสด็จปะปนมากับชาวบ้านมี ซูจินี ตามมาห่างๆ องค์ชายหันมาไล่ ซูจินี ให้กลับไป พระองค์ไม่มีอะไรยุ่งเกี่ยว กับหมู่บ้านโคมิล ซูจินี ไม่สนใจ ถามว่าองค์ชายว่ากลัวว่า หัวหน้ากับหม่อมฉันจะถูกฆ่าตายเหมือนพวกคนจุนโนหรือ องค์ชายให้เธอหยุดพูด ซูจินี ยังเซ้าซี้ว่าเพราะเหตุนี้ใช่หรือไม่องค์ชาย : ถ้าข้าหักขาของเจ้า เจ้าจะเลิกตามข้าไหมซูจินี : เราจะไปไหนดี พระศพอยู่ที่อารามหลวง จะเสด็จไปที่นี่ก่อน หรือจะเสด็จไปหาผู้หญิงคนนั้นหม่อมฉันจำอารามหลวงไม่ได้ว่าอยู่ที่ใด แต่หม่อมฉันรู้ว่าผู้หญิงคนนั้นอยู่บ้านตระกูลยอน มันอันตรายแต่หม่อมฉันจะไปรับนางมา แต่ทรงคิดบ้างไหมว่าหม่อมฉันจะปลอดภัยหรือเปล่าองค์ชาย : หมายความว่าอย่างไรซูจินี : หัวหน้าทั้งหลายของหม่อมฉันบอกว่า นางคือมือสังหารจากฮวาเซิน นางต้องพยายามปลงพระชนม์พระองค์ และนางเป็นคนปลงพระชนม์กษัตริย์องค์ชาย ทรงกริ้ว : คนที่ข้าไม่เชื่อถือ ตอนนี้ก็คือเจ้า กับพวกหัวหน้าของเจ้า นั่นแหละ ผู้หญิงคนนั้น.............ข้ารู้จักและเชื่อนางมาตั้งแต่อายุ 11 ปี เจ้าเข้าใจหรือยัง แล้วก็เสด็จจากไป ส่วน ซูจินี ซึมและเจ็บปวดกับประโยคนี้ขององค์ชาย
ที่โรงตีเหล็กของบาซอน จูมูชิ แอบชอบ ดัลบี ลูกน้องของ จูมูชิ มาเล่าเรื่อง แสงสว่างประหลาด ที่ปราสาทดัลจา และยอนโฮแก ต่อสู้กับรัชทายาท ให้บาซอนและ จูมูชิ ฟัง แต่กลายเป็นว่า ลูกน้อง มันดัก ถูกกล่าวหาว่า เมาเหล้าและเพ้อเจ้อ


องค์ชายเข้าไปถวายบังคมพระบรมศพศพที่อารามหลวง ทรงรำลึกถึง คำบอกเล่าต่างๆ ที่กษัตริย์ เคยเล่าประทานให้ฟังเมื่อครั้งยังเยาว์ชันษา พระบิดาทรงย้ำถึงสายเลือดโคคุเรียวขององค์ชาย รวมทั้งวันที่จะประกอบพิธีราชาภิเษก กษัตริย์ ทรงกอดพระองค์ ที่เป็นหนุ่มตัวโตเกินวัยของพระองค์ อย่างรักใคร่ห่วงใยระคนตัดพ้อ ที่องค์ชาย ช่างไม่รู้ว่าองค์เองคือใคร มีคนรอองค์ชายมากมายแค่ไหน เทวีพยากรณ์เล่าเหตุการณ์ในวันสิ้นพระชนม์ว่า มีทหารองครักษ์ตายมากมาย และได้พาองครักษ์หญิงที่รอดชีวิตในวันที่กษัตริย์สิ้นพระชนม์ มาทูลตอกย้ำ คำพูดว่า โซคีฮา คือผู้ปลงพระชนม์ องครักษ์หญิงที่บาดเจ็บขอให้องค์ชายไปให้ไกลอย่าได้กลับมาที่นี่อีก นั่นเป็นวิธีที่องค์ชายจะต้องทรงมีชีวิตอยู่ ประเทศชาติในขณะนี้ อยู่ในเงื้อมมือของยอน การยอ องค์ชายใช้พระแสงดาบที่ทรงถืออยู่ ฟันลงไปที่ต้นเสา ในอารามหลวงด้วยความแค้นพระทัย


ส่วน ซูจินี ก็ลอบเข้าไปในบ้านตระกูลยอน ปลอมตัวเป็นสาวใช้ นำจดหมายจากองค์ชายไปส่งให้ โซคีฮา ซารยางที่เดินสวนกัน จำได้ และไปบอก แทจังโร เมื่อโซคีฮา ออกมาจะขึ้นหลังม้าก็พบ แทจังโร ยืนขวางทางอยู่ และถามว่า....เจ้าจะไปไหน ฝนกำลังจะตก ร่างกายเจ้ายังไม่แข็งแรง โซคีฮา ทำท่าจะกระตุ้นม้า แทจังโร รีบบอกว่าถ้าเจ้าจะไปพบใครเพื่อสงบจิตใจของเจ้า ข้าก็ขอแนะนำว่าไม่ควรทำ เพราะหัวใจของเจ้าเองจะแหลกสลาย โซคีฮา ฟังแล้วต้องหลับตาลง กล้ำกลืน ความรู้สึกลงไปในอก เมื่อลืมตาใหม่ แทจังโรยิ่งบอกย้ำว่า ไม่ใช่แค่แตกสลาย แต่จะแหลกเป็นผงเลยทีเดียว องครักษ์หญิงที่รอดชีวิตได้ทูลรัชทายาทไปแล้วว่าใครอยู่กับกษัตริย์ ใครเป็นคนแทงดาบที่หัวใจของกษัตริย์ เจ้า..... คีฮา....เป็นคนฆ่าพระบิดาของเขา แล้วเจ้าจะยังไปพบเขาอีกหรือคีฮา : ข้าบอกให้ท่านถอยไปแทจังโร เบี่ยงกายทำท่าหลบให้ แสยะยิ้มมองตามหลัง โซคีฮา ที่ควบม้าออกไป


ที่นอกเมือง องค์ชายและ ซูจินี นั่งรอ โซคีฮา ซารยางนำทหารฮวาเซินมาเพื่อฆ่าองต์ชายอีกกำลังต่อสู้กัน โซคีฮา ก็มาถึงลงจากหลังม้า วิ่งเข้าจะไปหาองค์ชาย แต่ซารยางเข้ามาขวางหน้าส่งสายตาห้ามปรามอย่างเข้มงวด โซคีฮา ได้แต่ยืนมองน้ำตาไหลไม่สามารถจะทำอะไรได้เลย นอกจากยืนมอง องค์ชายสู้ไปก็ทอดพระเนตรโซคีฮา ไป ซูจินี เปลี่ยนเป็นใช้ดาบเข้าต่อสู้ และในที่สุดก็เพลี่ยงพล้ำ องค์ชายเหลียวพระเนตรไปทาง ซูจินี แล้วก็หันกลับมาทอดพระเนตร โซคีฮา ซารยางเองก็พลอยต้องหลบสายตาที่มองบังคับห้ามปราม โซคีฮา อยู่ (ก็คงสงสาร โซคีฮา ที่กำลังยืน เจ็บปวดรวดร้าวแสนสาหัสน้ำตาที่รินร่วงแข่งกับสายฝน เหมือนคน ที่ หัวใจกำลังจะขาดรอน ๆ) โซคีฮา มององค์ชายด้วยสายตา ที่พยายามจะทูล ว่า หม่อมฉันเปล่าทำ นี่ไม่ใช่หม่อมฉันทำ อย่าเข้าใจหม่อมฉันผิด เธอไม่มีวาจาใดที่จะกล่าวทูลได้ นอกจากหยาดน้ำตาที่ไหลรินเป็นสายปะปนกับหยาดฝน บน ใบหน้าของ โซคีฮา ผู้ที่หัวใจกำลังจะแหลกสลายเป็นผงธุลีอย่างที่ แทจังโร พูดไว้ไม่มีผิด องค์ชาย พา ซูจินี ขึ้นม้าหนีไป
ที่หมู่บ้านโคมิล ผู้อาวุโสช่วยกันใส่ยาและรักษาบาดแผลให้ซูจินี
ฮยอนโก ทูลองค์ชายว่า เราถอนพิษให้นางแล้ว ปัญหาอยู่ที่ยาพิษ มิใช่บาดแผล เพราะ....แล้วก็ต้องหยุด เพราะองค์ชายเหมือนไม่ทรงได้ยิน องค์ชายประทับนั่งนิ่งกับพื้นที่หน้าห้องไม่ตรัสอะไร ทอดพระเนตรพระแสงดาบของกษัตริย์จูมง ที่วางพิงฝาห้องอย่างเศร้าเคล้าสะเทือนใจ
ซูจินี ที่นอนหลับเริ่มขยับตัวและพลิกตัว แล้วก็นอนตะแคงข้าง องค์ชายเอาผ้าที่ชุบน้ำมาแล้ว บิดให้น้ำไหลมาที่ปาก ซูจินี คือเหมือนช่วยให้ ซูจินี ดื่มน้ำ องค์ชายเอาผ้าไปชุบน้ำที่อ่างใหม่บิดน้ำแล้วหันมาพบว่า ซูจินีลืมตาเอียงข้างอยู่ก็เลยเอาผ้าวางพาดไว้ที่เหนือขอบอ่างน้ำ
องค์ชาย : เจ้ารอดชีวิตกลับมาแล้ว
ซูจินี : หม่อมฉันเคยตายหรือ
องค์ชาย : ข้าคิดว่าเจ้าตายไปแล้ว
ซูจินี : หม่อมฉันแข็งแกร่งไม่ตายง่าย ๆ หรอก
องค์ชายประทับนั่งลง : ข้าบอกกับเจ้าว่านาง...เป็นคนที่ข้าเชื่อใจมาตั้งแต่ข้า อายุ 11 ปี
ซูจินี : ปกติแล้วคนที่ใกล้ตัวเราที่สุด จะเป็นคนที่ทรยศเรา
องค์ชาย : เจ้า...
ซูจินี : หม่อมฉันชื่อ ซูจินี
องค์ชาย : ข้าผิด ความผิดของข้าเกือบจะฆ่าเจ้า ความผิดของข้าฆ่าเสด็จพ่อ ความผิดของข้าฆ่าคนที่ปราสาทดัลจา
ซูจินี : แล้วอย่างไร
องค์ชาย : เจ้า....
ซูจินี : ซูจินี
องค์ชายลุกขึ้นจากที่ประทับเดิม มาทรุดองค์ใกล้ๆ ซูจินี แล้วตรัสว่า หัวหน้าของเจ้าเรียกข้าว่ากษัตริย์เพราะไม้เท้าของเขาส่องแสงสว่างแล้วเจ้าล่ะ
ซูจินี : หม่อมฉันหรือ
องค์ชาย : เจ้าแค่เชื่อคำบอกของหัวหน้าของเจ้าหรือ
ซูจินี : ขยับตัวลุกขึ้นนั่ง เอี้ยวตัวแล้วทูลว่า ทรงช่วยดูบาดแผลของหม่อมฉันหน่อย แล้วก็เปิดชายเสื้อด้านหลังของตัวเอง องค์ชายทรงกระแอมเสียง เบือนพระพักตร์หนี แล้วก็หันมาทอดพระเนตรแผล
ซูจินี : มันหายแล้วใช่ไหม ปิดชายเสื้อลง ทูลต่ออย่างแจ่มใสว่า หม่อมฉันเป็นอย่างนี้ตั้งแต่เด็กแล้ว ไม่ว่าจะเจ็บหรือเลือดตกยางออกแค่ไหน วันรุ่งขึ้นหม่อมฉันก็จะหายดี มันมีปัญหาเพราะมันมียาพิษ มีแต่พวกฮวาเซินสารเลวเท่านั้นที่ใช้มัน แล้วก็หันมาหาองค์ชาย หม่อมฉันเชื่อว่าพระองค์เป็นเหมือนหม่อมฉัน ถ้าทรงเป็นกษัตริย์ จะมีคนมากมายสูญเสียชีวิตของเขา แล้วถ้าเกิดสงคราม ถ้ากษัตริย์สั่ง “โจมตี” ทหารนับพันจะต้องเสียชีวิตเพื่อพระองค์ ซูจินี พูดต่อ ว่าถ้ากษัตริย์ท้อถอยทุกครั้งที่มีคนตาย แล้วจะเป็นกษัตริย์ได้อย่างไร (เพราะคงมีเรื่องราวที่ต้องเสียพระทัยมากมายเหลือคณานับทีเดียว)




องค์ชาย ดูมีทีท่าผ่อนคลายและสบายพระทัยขึ้นมากทีเดียว
ทรงรู้ไหมว่า กษัตริย์ควรจะ..อืม.. ทรงควรมีความสามารถในการรักษาแผลภายในวันเดียว เพื่อว่าวันรุ่งขึ้น จะทรงลุกขึ้น และทำในสิ่งที่ต้องกระทำ
“ตามข้ามา ข้าคือกษัตริย์ของพวกเจ้า” จะทรงกล่าวเช่นนั้น
องค์ชาย : ทอดพระเนตร ซูจินี อย่างแปลกพระทัย และสำราญพระอารมณ์ขึ้นมาก จน ซูจินี ชักเขิน ยกสองมือของตัวเองจับศีรษะ ทูลว่า หม่อมฉันได้พูดฉลาด ๆ มากมาย จนหม่อมฉันปวดหัว ตอนนี้ขอนอนก่อน แล้วก็ล้มตัวลงนอนจริง ๆ องค์ชาย ทรงพระสรวล ในความใสซื่อ และช่างพูดของ ซูจินี
ซูจินี นอนเอียงข้างหันหลังให้องค์ชาย ลืมตาแป๋ว
องค์ชาย : ข้าเคยบอกสิ่งนี้กับเจ้าไหม
ซูจินี : อะไร
องค์ชาย : ขอบใจ
ซูจินี ทำตาโต อมยิ้ม สุขใจเหลือเกิน กับที่นอน

แทจังโรและเสนาบดียอน ปรึกษากันเรื่องที่องค์ชายเสด็จมาถวายบังคมพระบรมศพ ที่อารามหลวง
แทจังโร : บุตรชายผู้นำแคว้นได้เสียชีวิต นั่นมิใช่โศกนาฏกรรมหรือ บางทีนี่อาจเป็นเลือดที่ถวายเพื่อกษัตริย์ จูชิน (หว่านล้อมให้เสนาบดียอนเห็นกงจักรเป็นดอกบัว อีกตามเคย)
เสนาบดียอนห่วงว่า ประชาชนจะเชื่อหรือไม่ว่ารัชทายาทปลงพระชนม์พระบิดาเพื่อจะขึ้นครองราชย์
แทจังโร : ประชาชนเป็นสัตว์โลกธรรมดา เราได้วางคนไว้ทุกแห่ง เมื่อพวกเขาพูดกัน ปล่อยข่าว ไม่ว่าพวกนั้นจะพูดอะไรมันก็จะกลายเป็นจริง มีคนไม่มากนักหรอกที่ต้องการรู้ความจริง พวกเขาต้องการแค่บางอย่างที่จะพูดกัน (นี่คือความคิดของเจ้าตัวร้ายเมื่อเกือบ 2 พันปีก่อนทันสมัยกับปัจจุบันมากเลย เพราะนักเขียนเขาเพิ่งเขียน ขอแปลว่า เขาต้องการบางอย่างที่จะพูดกัน นั่นคือ ความสะใจ ที่ได้พูดกัน ปากต่อปาก เอามันส์เข้าว่า ใครจะเสียหายช่างหัวมันได้เข้าร่วมสมัยการนินทาว่าร้ายกระจายข่าว ปล่อยข่าวลือ ไม่ก็ ข้ารู้ดี ประมาณนั้น)
เสนาบดียอน : รัชทายาทอาจปรากฏพระองค์ในพระราชพิธีปลงพระศพ ทรงต้องการแสดงความบริสุทธิ์ ยังมีคนที่จงรักภักดีต่อฝ่าบาท
ความคิดชั่วร้ายปรากฏทันทีในหัวคิดของ แทจังโร แทจังโร เสนอเสนาบดียอนให้มีการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ มันเป็นวิธีการใช้ลงโทษของผู้ที่อยู่เหนือกฎหมาย ที่ไม่เคยได้มีใครแก้ตัวได้ว่าตัวเองบริสุทธิ์ ด้วยการใช้ดาบ Kauri ซึ่งเป็นดาบศักดิ์สิทธิ์ แทงตรงหัวใจ ของผู้ที่จะถูกพิสูจน์ความบริสุทธิ์ จากข้อกล่าวหา ซึ่งยังไม่เคยมีใครรอดพ้นจากความตายได้เลย (เสนาบดียอนไม่พอใจ แทจังโรเ ล็กน้อย ที่เป็นคนอาณาจักรอื่น มาสอดรู้สอดเห็น วิธีปฏิบัตินี้ ซึ่งจะมีแต่คนในตระกูลสูงของโคคุเรียวเท่านั้นที่รู้ เป็นวิธีการที่อารามหลวงใช้ในการหาตัวผู้ทำความผิด) แต่เสนาบดียอนก็คล้อยตามที่จะนำมาใช้ในการกำจัดรัชทายาทหากเสด็จมาอารามหลวงในพระราชพิธีปลงพระศพ



ยอนโฮแก บอกกับ โซคีฮา ให้ ทูลองค์ชายไม่ให้กลับมาปราสาทโกกแน หากองค์ชายกลับมา ยอนโฮแก จะเป็นคนตัดสินองค์ชาย ด้วยวิธีของ ดาบ Kauri ด้วยตัวเอง
โซคีฮา ก็มั่นใจว่าองค์ชายจะเสด็จมาแน่นอน จึงบอกกับ แทจังโรว่า จำเป็นที่ข้าจะต้องเข้าร่วมพิธีด้วยเพราะใครๆรู้แล้วว่าข้าเป็น ฟืนิกซ์ รับใช้ ยอนโฮแก
แทจังโร. ถ้าองค์ชายมา ยอนโฮแกจะเป็นคนใช้ดาบ Kauri มันจะแทงเข้าที่หัวใจเพื่อตัดสินความผิด ใครเล่าจะรอดชีวิตจากดาบที่แทงเข้าที่หัวใจ มันเป็นวิธีการเหนือกฎหมาย ที่ใช้เพื่อกำจัดศัตรู
โซคีฮา.. : หากทรงเป็นชายที่ข้ารู้จัก จะต้องเสด็จมา
แทจังโร : หากเสด็จมา เขายินดีที่จะเห็นเจ้าที่นั่นหรือ เจ้าเป็นหญิงที่ฆ่าพ่อเขา เจ้าจะทำอย่างไรเมื่อเห็นหน้าเขา
โซคีฮา : ข้าต้องพบพระองค์ ข้ารู้ว่าถ้ามาจะไม่ทรงรอด ข้าอยากเห็นเขาเป็นครั้งสุดท้าย ข้าต้องการเห็นพระองค์จนลมหายใจสุดท้าย นี่เป็นหนทางทางเดียวที่ข้าเชื่อ ข้าไม่ได้ขอร้องท่าน ถ้าท่านต้องการเก็บหัวใจฟินิกซ์ไว้ ข้ากำลังขู่เข็ญท่าน


ที่หมู่บ้านโคมิล ฮยอนโก กลุ้มใจเหลือประมาณ พระองค์ไม่ต้องการให้เรียกกษัตริย์ แล้วจะให้หม่อมฉันเรียกพระองค์ว่าอย่างไร หากเรียกรัชทายาท ก็คงไม่ทรงโปรดอีก และ ฮยอนโก ยังห้ามมิให้พระองค์ไปอารามหลวง และทูลถามองค์ชายว่า ทรงภูมิใจหรือที่ทำลายพระองค์เองแบบนี้ เขาจ้องสังหารพระองค์ ทำไมไม่ใช้สติปัญญาบ้างพะย่ะค่ะ
องค์ชาย : ถ้าข้าเป็นกษัตริย์จูชินที่แท้จริง สวรรค์จะปกป้องข้า......เจ้าไม่เชื่อหรือ เจ้าคิดว่าข้าเป็นกษัตริย์จูชิน จริงๆหรือ...... ข้าเองยังไม่เชื่อเช่นกัน ข้ากำลังจะถามสวรรค์ ฮยอนโกได้แต่ อึกอักลังเล มัวแต่ เอ้ออ้า.. ทรงพระดำเนินจากไป ซูจินี และฮยอนโก จะทำอะไรได้ นอกจากเดินตาม ฮยอนโกครวญครางว่า
ข้าเชื่อ... แต่ว่า....



ที่อารามหลวง
ผู้นำแคว้นขอให้ตัดสินคดีปลงพระชนม์กษัตริย์ เสนาบดียอนสรุปว่า มันชัดเจนว่าหัวหน้าองครักษ์ ปลงพระชนม์กษัตริย์ ขโมยพระแสงดาบศักดิ์สิทธิ์ไปและส่งให้รัชทายาท มีพยานรู้เห็นมากมาย
เสียงองค์ชายดังขึ้นว่า นั่นถูกต้องแล้ว ข้าได้รับดาบของกษัตริย์จูมง จากหัวหน้าองครักษ์หญิง Kakdan ที่จงรักภักดีต่อเสด็จพ่อจนลมหายใจสุดท้าย นางยอมสละชีพเพื่อ ภารกิจสุดท้ายของเสด็จพ่อ ข้า ทัมด๊ก ผู้ซึ่งเป็นรัชทายาท ภายใต้เส้นทางบัญญัติแห่งสวรรค์ มาที่นี่เพื่อตอบคำถามของสวรรค์

Copyright @ Amornbyj & SUE